เนื้อหาจาก January, 2019

สารวัด ฉบับที่ 151212 วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม ค.ศ.2019

Monday, January 28th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

       รำพึงจากพระวาจาประจำวัน ทั้งๆที่มีพระสัญญาว่าจะให้เข้าไปในที่พักผ่อนกับพระองค์ แต่เราก็ต้องกลัวว่า อาจมีบางคนที่ไปไม่ถึง ความจริงเราได้รับข่าวดีเช่นเดียวกับเขาเหล่านั้น แต่พระวาจาที่ได้ยินนั้นไม่มีประโยชน์ต่อเขา เพราะเขาไม่มีความเชื่อเหมือนกับผู้ที่ฟัง (ฮบ.4:1-2) เพราะฉะนั้นหลายๆคนที่คิดว่าสวรรค์เป็นของตายอยู่แล้ว เนื่องจากเราได้รับศีลล้างบาปเราเป็นลูกของพระเจ้า ก็อาจพลาดท่าไม่ได้เข้าสวรรค์ที่พักผ่อนที่แท้จริงได้เหมือนกัน เพราะว่าเขาไม่มีความเชื่อ ด้วยเหตุนี้ ข่าวดีพระวาจาของพระเจ้า ที่มาจากแหล่งต่างๆที่พระเจ้าทรงสอนเตือนจึงไม่มีประโยชน์สำหรับเขา การไม่มีความเชื่อและไม่ปฏิบัติตามพระวาจาของพระเจ้า เกิดมาจากคนๆหนึ่งที่ไม่ใส่ใจในเรื่องของพระเจ้า พวกเขาถูกกระแสของโลก ลาภ ยศ สรรเสริญพัดพาไปไกลเกินกว่าจะมาสนใจในเรื่องของพระเจ้า เรื่องของพระเจ้าจึงเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนเหล่านี้

       พระคัมภีร์บทจดหมายถึงชาวฮีบรู ยังได้อ้างหนังสือปฐมกาลอย่างจงใจด้วยว่า พระเจ้าทรงพักผ่อนจากการงานทุกอย่างในวันที่เจ็ด” (ฮบ.4:4) การอ้างอย่างจงใจเช่นนี้ทำให้เราคริสตชนต้องคิดถึงวันอาทิตย์วันพระเจ้า และการมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณของเราว่า เราให้คุณค่าความสำคัญกับวันศักดิ์สิทธิ์นี้มากน้อยแค่ไหน เพราะกิจการที่เราแสดงออกมาภายนอกนั้น เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเชื่อที่อยู่ภายในอย่างชัด เจนที่สุด หลายๆคนขาดการมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณในวันอาทิตย์โดยมีเหตุผลที่ไม่สมควรเลยๆจริง อาทิ เพราะฉันเหนื่อยจากการทำงานมา 5-6 วันแล้ว อีกหลายๆคนก็ไม่มาเลยหรือมาปีละครั้งหรือ 2 ครั้ง และสิ่งที่คนเหล่านี้อ้างถึงคือพวกเขาไม่มีเวลาต้องทำมาหากิน การไม่ใส่ใจในเรื่องของพระเจ้าเช่นนี้มีความหมายเดียวกับสิ่งที่พ่อกล่าวมาข้างต้น คือพวกเขาไม่มีความเชื่อพระวาจาของพระเจ้าที่ประกาศมาจากแหล่งต่างๆ ซึ่งอาจมาจากพระคัมภีร์โดยตรง อาจมาจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม หรือการเตือนสอนของพ่อแม่และคนอื่นๆ จึงไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่เปิดใจรับฟัง บุคคลเหล่านี้จึงมีโอกาสที่จะไม่ได้เข้าไปพักผ่อนในพระอาณาจักรสวรรค์เช่นเดียวกัน

ในช่วงเวลานี้ พ่อเริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนแล้ว ในปัจจุบันการที่เราจะได้สามเณรใหญ่มาช่วยสอนคำสอนภาคฤดูร้อนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนแต่ก่อน เพราะจำนวนเณรน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ปีนี้วัดของเรายังโชคดีพระชนนีของพระเป็นเจ้าช่วยเรา เราจึงได้สามเณรใหญ่คณะธรรมทูตมาช่วยสอนคำสอน 2 ท่าน แต่อย่างไรก็ตามพ่อ ก็คงจะได้ยินคำเดิมๆประโยคเดิมๆที่ได้ฟังมายังเกือบทุกปี  พ่อจะทำอย่างไรลูกของฉันหลานของฉันยังไม่ได้รับศีลมหาสนิท….. ศีลกำลังเลย แต่ไม่มีเวลามาเรียนคำสอน เพราะต้องไปเรียนดนตรี เรียนว่ายน้ำ ไปเข้าค่ายภาษาอังกฤษ ต้องไปเรียนปรับฐาน ฯลฯ พ่อก็คิดแบบเดิมๆเหมือนกัน แปลกนะ ที่เราบอกว่าเราเชื่อ เราวางใจ เรารักพระจ้า และเรามีเวลาเรียนทุกสิ่งทุกอย่างแต่เราไม่มีเวลาเรียนรู้เรื่องของพระเจ้า ซึ่งเป็นวิธี การที่จะเอาตัวรอดไปสวรรค์ พ่อจึงปรารถนาที่จะเตือนใจผู้ปกครองทั้งหลาย ด้วยคติพจน์ที่พ่อเคยพบในโรงเรียนเครือเซนต์คาเบรียลที่พ่อจำมาแบบระท่อนกระแท่น อันวิชาความรู้ต้องเล่าเรียนเพียรขยัน แต่สวรรค์ดีกว่าเราอย่าลืม

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ข่าวดีสำหรับคนยากจน

ถ้าเราอ่านพระวรสารของนักบุญลูกา ด้วยการพินิจพิจารณาไตร่ ตรองอย่างลึกซึ้ง เราจะพบว่างานเขียนของท่านเน้นถึงพระเมตตาของพระเจ้า ความรักความเอาใจใส่ของพระเจ้าต่อคนยากจน บุคคลชายขอบของสังคม และบุคคลที่สังคมประณามดูถูกเหยียดหยาม ท่านจึงจงใจเริ่มต้นพระวรสารของท่านด้วยความสุภาพว่า “ท่านเธโอฟีลัสที่เคารพรักยิ่ง คนจำนวนมากได้เรียบเรียงเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเรา…..ได้ถ่ายทอดเหตุการณ์เหล่านี้ให้เรารู้แล้ว” (ลก.1:1-4) ที่บอกว่าท่านจงใจเริ่มอย่างนี้เพราะ “เธโอฟีลัส” เป็นคำที่มาจากภาษากรีกซึ่งแปลว่า “ผู้ที่รักพระเจ้า” เป็นชื่อที่ไม่เจาะจงหมายถึงใคร ท่านต้องการจะหมายถึงใครก็ได้ที่ต้องการแสวงหาพระเจ้าด้วยความรัก ปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์อย่างลึกซึ้ง เพราะยิ่งรู้จักพระเจ้าลึกซึ้งมากเท่าใดก็จะรักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น และที่บอกว่าท่านเริ่มด้วยความสุภาพ เพราะท่านยอมรับว่าท่านไม่ได้เป็นผู้รับคำสอนจากพระเยซู คริสตเจ้าโดยตรง แต่ท่านได้รับการถ่อยทอดมาอีกต่อหนึ่ง แต่กระนั้นท่านก็พยายามเรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้เพื่อเป็นข่าวดีสำหรับพวกเรา

พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมาประกาศข่าวดีสำหรับคนยากจน เป็นความหวังสำหรับผู้ที่สังคมประณามไม่คบหา และดูเหมือนว่าประตูสวรรค์จะปิดตายสำหรับคนพวกนี้ไปแล้ว ข่าวดีที่พระองค์ประกาศเป็นความหวังของทุกคน “ทุกคนมีสิทธิ์เข้าสวรรค์” แต่มีข้อแม้ว่า “จะต้องสำนึกผิดกลับใจใช้โทษบาป เปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีพูด และวิถีดำเนินชีวิตของตนให้ตรงกับพระประสงค์ของพระเจ้า” ด้วยเหตุนี้การเทศน์สอนของพระองค์จึงนำความชุ่มชื่นใจ มาให้กับทุกๆคนที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากชนชั้นสูงในเวลานั้น จากการขานรับและปฏิกิริยาของประชาชน ทำให้เราทราบว่าความยากจนในทัศนะของนักบุญลูกา ไม่ใช่ความยากจนในเรื่องเงินทองปัจจัยภายนอกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความยากจนทางด้านจิตใจ สำหรับทุกคนที่โหยหาปรารถนาจะรู้จักพระเจ้า ปรารถนาที่จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาปและความมืดมนของชีวิต ซึ่งคำทำนายของประกาศกอิสยาห์ก็บ่งบอกไว้ชัดเจนแล้ว และพระเยซู คริสตเจ้ายังเน้นว่าพระองค์มาเพื่อการนี้  “พระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน… ปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ… คืนสายตาให้แก่คนตาบอด… ปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า…พระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” (ลก.4:18-21)

สิ่งที่พรรณนามาข้างต้นแสดงว่าโซ่ตรวนถูกปลดล๊อกกุญแจไว้แล้ว แต่ไฉนมีผู้คนจำนวนมากมายยังอยู่ในสภาพเดิมๆ เพราะมีหลายๆคนเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วรีบปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ แต่อีกหลายคนมือยังคงจับโซ่ตรวนไว้แน่น ย่ำอยู่ที่เก่า นี่จึงเป็นสภาพที่น่าเวทนาเพราะเพียงเขาปล่อยมือจากโซ่ตรวนนั้นมันจะร่วงหล่นลงไปเอง คนที่อยู่ในสภาพเช่นนี้แหละทำให้เราคริสตชนต้องตระหนักถึงหน้าที่ในการประกาศข่าวดี พระเยซูคริสตเจ้าทรงปลดปล่อยมนุษยชาติให้เป็นอิสระจากบาปและความมืดมนแห่งชีวิตแล้วก็จริง แต่ยังปรารถนาให้เราทุกคนร่วมมือกับพระองค์ในการประกาศข่าวดีแห่งความรัก ความเมตตา และความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ เมื่อทุกคนได้สัมผัสและรับรู้พวกเขาจะได้ทราบว่าพวกเขาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หลุดพ้นจากบาปและความมืดมนแห่งชีวิตแล้วไม่จมอยู่ในนั้นอีกต่อไป.

           พระเจ้าสถิตกับท่าน

                                               คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันเสาร์ที่ 2  ก.พ.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10:00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน มิสซาผู้สูงอายุและมิสซาค่ำจะเริ่มด้วยพิธีเสกเทียนและแห่เทียนเข้าวัด ทางวัดจะเตรียมเทียนไว้จำนวนหนึ่ง และพี่น้องสามารถเอาเทียนจากบ้านมาให้เสกได้ด้วย
  2. วันอาทิตย์ที่ 3 ก.พ. 2019 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนมีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่างหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ และให้นำมาส่งล่วงหน้าด้วย และวันอาทิตย์เดียวกันนี้เป็นวันธรรมทูตไทย พระสงฆ์คณะธรรมทูตไทยจะมาเป็นประธานและเทศน์ในมิสซา
  1. วันอังคารที่ 5 ก.พ. 2019 เป็นวันตรุษจีนปีใหม่ของชาวจีน  จะมีมิสซาวันปีใหม่ของชาวจีน เวลา 9.30 น. ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาขอพรพระเจ้า ในโอกาสตรุษจีนนี้ด้วย
  1. วันอาทิตย์ที่ 10 ก.พ. 2019 ประชุมสภาภิบาลเวลา 10.30 น.  ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
  1. ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ในปีนี้จะเริ่มประมาณ 20-22 มี.ค 2019  จนถึงประมาณ 22 เม.ย 2019   ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ ความต้องการรถรับส่งได้ที่หน้าวัด
  2. เวลานี้วัดของเรากำลังซ่อมแซม มิสซาและพิธีกรรมต่างๆจะจัดที่ศาลาอเนกประสงค์ พี่น้องช่วยกันเก็บหนังสือ และถ้าพี่น้องท่านใดมีความปรารถนาจะช่วยค่าซ่อมแซม มอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด

:    คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี

 

สารวัด ฉบับที่ 151211 วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม ค.ศ.2019

Saturday, January 19th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

        เวลานี้วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าของเรามีอายุครบ 25 ปี ในเรื่องของตัวอาคารถึงเวลาที่เราจะต้องสำรวจดูว่า มีอะไรต้องซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือไม่ พ่อพยายามมองๆและสำรวจดูอยู่เหมือนกัน แต่ตาคู่เดียวกับตาหลายๆคู่ ตาหลายๆคู่ยอมดูได้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่า ภายนอกในเรื่องตัวอาคาร เราต้องช่วยกันดูและเสนอความคิดเห็นว่าควรต้องทำอะไรปรับปรุงอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญมากกว่าเราต้องถามตัวเราเองว่าการพัฒนาภายในของเรา เราได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว เรื่องความเชื่อของเราเป็นอย่างไร เราเรียนรู้เรื่องคำสอนมากน้อยแค่ไหน อายุ 25 ปีถ้าเปรียบกับคนๆหนึ่ง ก็ต้องถือว่าคนๆนั้นเป็นหนุ่มใหญ่พอสมควรทีเดียว เขาเริ่มก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างสมภาคภูมิ วุฒิภาวะความรับผิดชอบต้องมีมากขึ้น คนๆนั้นต้องเริ่มพึ่งพาตนเองแสดงความรับผิดชอบและช่วยเหลือผู้อื่น งานเมตตาจิต งานทางด้านสังคมมากขึ้น

ในคลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า พ่อให้สัมภาษณ์ไว้แต่น่าเสียดายผู้ตัดต่อเขาไม่ได้เอาลงไว้ทั้งหมด พ่อให้สัมภาษณ์ไว้ว่า วัดของเราเปรียบเหมือนเมล็ดซีนาปีสที่ชาวสวนเอาไปปลูกไว้ เวลานี้วัดของเราเติบโตเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ สามารถเป็นพักพิงของนกกา และให้ร่มเงาแก่ผู้เดินทางเหนื่อยล้าได้พอสมควร ถึงเวลาที่เราจะต้องออกจากตนเองไปช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้างแล้ว เราต้องกล้าที่จะออกไปและพ่อเชื่อว่าพวกเราทำได้ เพราะเราเคยทำสำเร็จมาแล้ว พวกเราคงจำกันได้ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หลังจากน้ำลด พ่อได้ประกาศให้ผู้ที่พอช่วยเหลือผู้อื่นได้ให้รวมทุนกันช่วย เหลือสัตบุรุษวัดของเราที่เดือดร้อน และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ในตอนนั้น พ่อได้เอาเงินที่รวบรวมได้ช่วยเหลือสัตบุรุษวัดของเราแล้วยังสามารถนำไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อีก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อประทับใจมากเพราะเป็นสิ่งที่แสดงว่าวั ดของเราเริ่มเป็นต้นไม้ใหญ่พอสมควรจริงๆ นอกจากนั้นพ่อยังคิดไปถึงเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องปัจจัยภายนอก เรื่องความเชื่อศรัทธา การประกาศข่าวดี งานเมตตาจิตอื่นๆ พ่อเชื่อว่าพวกเราทำได้และน่าจะเริ่มต้นลองทำกันดู เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆกับคนใกล้ตัว คนในชุมชนวัดของเรา ร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆที่ทางวัดพยายามจัดขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อกล่าวถึงคือ การพัฒนาทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเอง ซึ่งจะต้องเป็นการพัฒนาจากภายในออกมาสู่ภายนอกจึงเป็นการพัฒนาที่แท้จริงและยั่งยืน เราคริสตชนมีอาหารหล่อเลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีเลิศ พระวาจาของพระเจ้า ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และการสวดภาวนาอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราพัฒนาภายในให้เติมโตขึ้นทางความเชื่อศรัมธา เราต้องพยายามหล่อเลี้ยงชีวิตภายในของเราให้เติบโต เมื่อภายในเติบโตและมีเรื่องดีๆอยู่สิ่งที่แสดงออกมาภายนอกจะต้องเป็นสิ่งดีงาม เพราะพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราเช่นนี้ สิ่งออกมาจากปากก็ออกมาจากใจของเรา สิ่งที่เราทำจะดีหรือเลวทำให้เรามีมลทินหรือไม่เป็นสิ่งที่ออกมาจากภายใน ถ้าชีวิตภายในของเราเติบ โตมีความเชื่อศรัทธามีสิ่งดีๆสะสมอยู่ สิ่งที่เราแสดงออกกิจการที่เรากระทำก็จะเป็นสิ่งที่ดีงาม และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เราจึงต้องพยายามพัฒนาตัวเราเองเช่นนี้ เพื่อเราจะได้เป็นคริสตชนสมภาคภูมิเป็นศิษย์พระคริสต์และกลายเป็นศิษย์ที่เป็นธรรมทูตประกาศข่าวดีใหม่ต่อไป.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

วอนขอด้วยความสุภาพ ความเชื่อ และความวางใจ

การวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าถือว่า เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของการสวดภาวนา ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเชื่อ  และความวางใจในพระเจ้าของผู้ที่มีความเชื่อทั้งหลาย เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่และทรงพระเมตตา สามารถช่วยเหลือเติมเต็มในส่วนที่เราขาดไป หรือเกินความสามารถของเรา เราจึงขอความช่วยเหลือจากพระองค์ เราคริสตชนผู้มีความเชื่อจึงต้องเรียนรู้ว่าจะต้องวอนขออย่างไร เพื่อเราจะได้สามารถสวดภาวนาอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี ซึ่งพระนาง มารีย์ได้ขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสตเจ้า เป็นแบบอย่างทำให้เรารู้ว่าเวลาเราสวดภาวนาเราต้องวอนขอต่อพระเจ้าอย่างไร

พระนางมารีย์วอนขอสิ่งที่จำเป็นจริงๆ และไม่ได้วอนขอเพื่อตนเองแต่วอนขอเพื่อผู้อื่น เมื่อเหล้าองุ่นหมด พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์ว่า เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว (ยน.2:3) ในวัฒนธรรมของชาวยิวในงานมงคลสมรส ถ้าเหล้าองุ่นไม่พอเพียงสำหรับแขกที่มาในงาน จะสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าภาพเป็นอย่างมาก พระนางมารีย์จึงไปขอให้พระเยซูคริสตเจ้าช่วยเหลือกู้หน้าเจ้าภาพไว้ ในการสวดภาวนาเราวอนขออะไร หลายๆคนขอให้มีสุขภาพดี ขอความสงบสุขแก่ครอบครัว ขอเกี่ยวกับเรื่องการงานอาชีพ ฯลฯ การวอนขอเช่นนี้ก็สามารถขอได้ไม่ถือเป็นความผิดอะไร เพราะดูเหมือนว่าเราวอนขอเพื่อตนเอง แต่เบื้องหลังการวอนขอเช่นนี้มันส่งผลดีถึงผู้อื่นอยู่บ้างเหมือนกัน อาทิ ถ้าเรามีสุขภาพดี เราจะสามารถทำหน้าที่ของเราในการสร้างประโยชน์สุขเพื่อผู้อื่นได้เหมือนกัน นักบุญยากอบสอนว่า ท่านวอนขอ แต่ไม่ได้รับ เพราะท่านวอนขอไม่ถูกต้อง คือวอนขอเพื่อนำไปตอบสนองกิเลสตัณหาของท่าน (ยก.4:.)

พระนางมารีย์วอนขอด้วยความสุภาพ ความเชื่อ และความวางใจ พระนางไม่ได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสตเจ้า ในฐานะแม่ผู้ซึ่งสามารถออกคำสั่งกับลูกได้ แต่พระนางไปบอกถึงความจำเป็นความเดือดร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้น และสำนึกด้วยว่าพระนางไม่สามารถช่วยเจ้าภาพได้ด้วยตนเอง แต่เชื่อมั่นว่าลูกของพระนางสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้แน่ๆ ด้วยเหตุนี้พระนางจึงกำชับคนรับใช้ว่า เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด (ยน.2:5) หลังจากนั้นแล้วพระนางก็ไม่ได้ไปเซ้าซี้และกล่าวอะไรอีกเลย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระนางวางใจว่า  พระเยซู คริสตเจ้าลูกของพระนางจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาครั้งนี้อย่างแน่นอน ความสุขภาพ ความเชื่อ และความวางใจ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การสวดภาวนาของเรามีประสิทธิภาพประสิทธิผล

หลายๆครั้งในชีวิตเราอยู่ในภาวะอับจนหนทาง ทำอะไรดูจะขัดข้องไปหมด ปัญหาไม่มีทางออก เราทำอะไรไม่ได้เลย จงเลียนแบบพระนางมารีย์ ในการยอมรับความอ่อนแอของตนเองด้วยความสุขภาพ เข้าไปหาพระเจ้าด้วยความเชื่อมั่นในฤทธานุภาพและพระเมตตาของพระองค์ว่า พระองค์จะประทานความช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับเรา และฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ด้วยความไว้วางใจ กล่าวกับพระองค์ซื่อๆว่า “ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ลูกเชื่อและวางใจว่าพระประสงค์ของพระองค์นั้นดี และเป็นประโยชน์สำหรับลูกแน่นอน”

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  2. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์
  1. วันเสาร์ที่ 2  ก.พ.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด      ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน
  2. วันอาทิตย์ที่ 3 กพ. 2019 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนาจะนำเด็กมา รับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลล่วงหน้าและส่งข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่ป้านพระสงฆ์
  1. ทางวัดได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับการครบ 25 ปี ของวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต ไว้บน Youtube เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยถ่ายคิวอาร์โค้ดในสารวัด
  2. ประกาศปิดวัดเพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ม.ค. 2019 เป็นไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ มิสซาบูชาขอบพระคุณ และพิธีกรรมต่างๆจะย้ายไปทำที่ศาลาอเนกประสงค์ ขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกๆท่านเป็นต้นผู้รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ช่วยขนย้ายของที่จำเป็น และเตรียมศาลาอเนกประสงค์ให้พร้อมใช้งานได้

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยคลิ๊กลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ

สารวัด ฉบับที่ 151210 วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2019

Friday, January 11th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

การดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้มนุษย์จึงต้องมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน การเรียนรู้ทักษะในการดำเนินชีวิตร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทักษะในการดำเนินชีวิตก็คือ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ในที่นี้ พ่อจึงปรารถนาที่จะยกประเด็นต่างๆมาเล่าให้พวกเราได้อ่านกัน เพื่อเป็นการพิจารณาไตร่ตรองดูว่า “เราต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์อย่างไร เราขาดทักษะในการดำเนินชีวิตไปบ้างหรือไม่” พบสังเขปดังนี้

–           ความแตกต่างในชีวิตของมนุษย์ พระเจ้าจงใจสร้างมนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน มนุษย์แต่ละคนถูกสร้างให้เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในโลก (unique) ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเจ้าต้องการให้มนุษย์ใช้ความแตกต่างในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มนุษย์จะหันหน้าเข้าหากัน รักกัน และมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจึงต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่าง และยอมรับผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเอง ผู้ที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในความแตกต่าง ก็จะดูถูกดูแคลนผู้อื่นและมักจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมรับความคิดและการกระทำที่แปลกแยกจากตน ส่วนผู้ที่เข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ ความแตกต่างจะเป็นความงดงามของชีวิตและไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก

–           นานาทัศนะหลายหลากมุมมอง สรรพสิ่งในโลกจะมีหลายด้าน หลายเหลี่ยม หลายมุมเสมอ มันขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ที่จุดไหนมองเห็นด้านไหน และมันยังขึ้นอยู่กับการเลือกของเรา ที่เราจะเลือกคิด เลือกจะมอง เลือกจะพูด เลือกที่จะกระทำ ในการดำเนินชีวิตของเรา เราจึงต้องฝึกที่จะมองต่างมุม มองหลายๆด้าน และยอมที่จะเปลี่ยนจุดยืนบ้าง เพราะถ้าเรายืนอยู่ตรงจุดเดิมจุดเดียวเราจะเห็นเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และมีทัศนะที่แคบ การที่คนๆหนึ่งจมอยู่กับทัศนะเดิมๆจะไม่มีการพัฒนาความคิดอ่าน และหลายๆครั้งสิ่งนี้เองเป็นสาเหตุทำให้เรามีความทุกข์ การเปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนมุมมองเสียบ้างอาจจะทำให้โลกของเราน่าอยู่และงดงามขึ้น

–           การรู้จักเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ แน่นอนที่สุดเราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “การให้มีความสุขมากกว่าการรับ” แต่ในชีวิตจริงเราจะเป็นผู้ให้อย่างเดียว หรือเป็นผู้รับอย่างเดียวไม่ได้ บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้ถ้าเราอยู่ในฐานะที่ให้ได้และต้องช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับเพราะถ้าเราเป็นผู้รับแล้วทำให้ผู้อื่นภูมิใจและมีความสุข เราก็ต้องเป็นผู้รับทั้งๆที่เราอาจจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องรับด้วย ผู้สูงอายุหลายๆท่านไม่ยอมรับความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน เพราะกลัวว่าตนเองจะเป็นภาระเป็นคนไร้ค่า แต่ความจริงแล้วที่ลูกหลานทำให้ ช่วยเหลือในเรื่องต่างๆเพราะมันถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้รับแล้ว ใครที่ยอมรับความเป็นจริง และยอมให้ลูกหลานช่วยเหลือก็จะสามารถสัมผัสถึงความสุขความชื่นชมยินดีในการอยู่ร่วมกับลูกหลาน

ความจริงแล้ว ยังมีทักษะในการดำเนินชีวิตร่วมกันอีกมากมายที่เราจะต้องเรียนรู้ และเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น เพราะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนคนเปลี่ยน เราจึงต้องปรับตัวเรียนรู้เพื่อความสงบสุขในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

พระเจ้ายินดีเข้าร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์

ภาพของพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราผู้ไม่รู้จักบาป แต่ทรงเสด็จไปยังแม่น้ำจอร์แดนเป็นการแสดงองค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกลักษณะหนึ่ง เพื่อประกาศความรักของพระเจ้าที่พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างมนุษย์ผู้เป็นคนบาปต่ำต้อย พระเจ้าซึ่งเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ผู้ไม่มีบาป แต่เสด็จไปอยู่ร่วมกับประชาชนทั้งหลายที่ไปขอรับพิธีล้างจากท่านยอห์นบัปติสตา เพื่อแสดงถึงการเป็นทุกข์ถึงบาปสำนึกผิดกลับใจ เป็นการประกาศว่าพระเจ้ายินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์ ยินดียอมรับสภาพของบาป ความเจ็บซ้ำอันเกิดจากบาปที่พระองค์ไม่ได้กระทำ พระองค์จะทำทุกวิถีทางที่ช่วยมนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น ซึ่งนี่ก็คือพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์ เป็นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ซึ่งพระบิดาเจ้ารับรองด้วยเสียงจากสวรรค์ มีเสียงจากสวรรค์ว่า ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา (ลก.3:22)

การรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน เป็นจุดเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า ในฐานะพระเมสสิยาห์พระผู้ไถ่ซึ่งประกาศกอิสยาห์ได้ให้ภาพพจน์ไว้ว่าพระเมสสิยาห์จะต้องเสด็จมาในฐานะผู้รับใช้ขององค์พระเจ้า เป็นมนุษย์เพื่อคนอื่นนั่นก็คือพระเจ้าทำการนี้ไม่ใช่เพื่อพระองค์เองแต่เพื่อมนุษยชาติ  นี่คือผู้รับใช้ของเรา ซึ่งเราเชิดชู เราเลือกเขาเพราะเราพอใจเขา เราให้จิตของเราแก่เขา เขาจะนำความยุติธรรมไปให้แก่นานาชาติ (อสย.42:1-2) พระเยซูคริสตเจ้าทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์เช่นนี้ เพราะต้องการเป็นหนึ่งเดียว เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติอย่างแท้จริง เพื่อพระองค์จะได้สามารถเป็นสะพานเชื่อมสวรรค์กับแผ่นดิน พระเจ้ากับมนุษย์ ต่อไปนี้ความช่วยเหลือพระหรรษทานจากสวรรค์ลงมาสู่มนุษย์อย่างใกล้ชิด ผ่านทางพระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ซึ่งเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ต่อไปนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าอีกแล้ว เพราะมนุษย์สามารถมีความ สัมพันธ์กับพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสตเจ้าผู้เป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ พระองค์เป็นอิมมานูเอลพระเจ้าซึ่งประทับอยู่ท่ามกลางเรา

การเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า ทำให้เราต้องไตร่ตรองพันธกิจที่เราคริสตชนทุกคนได้รับโดยทางศีลล้างบาป ศีลล้างบาปทำให้เรามีชีวิตใหม่ในพระเจ้า เป็นสมาชิกของพระศาสนจักร และทำให้เราเป็นบุตรของพระเจ้า เราคริสตชนจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไรในฐานะบุตรของพระเจ้า เราทราบจากการไขแสดงทางพระคัมภีร์ว่า พระเยซูคริสตเจ้าเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์ ในฐานะผู้รับใช้ขององค์พระเจ้า เป็นมนุษย์เพื่อรักและรับใช้ผู้อื่น และสวรรค์ได้ยืนว่านี่เป็นพระประสงค์พระบิดาเจ้า โดยกล่าวว่าผู้นี้เป็นบุตรที่รักและโปรดปรานของเรา แน่นอนที่สุดถ้าเราคริสตชนต้องการเป็นบุตรที่พระเจ้าทรงรักและโปรดปราน เราจะต้องตอบ สนองการเรียกของพระองค์ให้มาเป็นบุตรของพระองค์ โดยปฏิบัติพันธกิจเช่นเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า เป็นคริสตชนเพื่อรักและรับใช้ผู้อื่นตามความสามารถตามบทบาทและหน้าที่ของเราที่มีอยู่ในสังคมวันนี้ ขอให้วันฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน เตือนใจเราให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ที่เราได้รับโดยทางศีลล้างบาป  ดำเนินชีวิตเป็นคริสตชนที่ดีเลียนแบบอย่างของพระเยซูคริสตเจ้าพระอาจารย์ของเรา นั่นก็คืออุทิศตนเป็นเครื่อง มือของพระเจ้าในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระองค์ ด้วยการรักและรับใช้ผู้อื่น.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้เป็นวันเด็กของวัดเรา หลังจากที่พระสงฆ์อวยพรและประกาศปิดพิธีแล้ว จะมีการอวยพรเด็กๆ ขอให้พี่น้องที่นำเด็กเล็กๆมาอยู่ตรงกลาง แล้วพ่อจะอวยพรและแจกของให้เด็กๆ
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. วันอาทิตย์ที่ 20 ม.ค.  2019 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน     รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา

ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์

  1. ทางวัดได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับการครบ 25 ปี ของวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต ไว้บน YouTube

เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยคลิ๊กลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ

 

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า

สารวัด ฉบับที่ 151208 วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2018

Tuesday, January 1st, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

      พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                    คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสว

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                   

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน

มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน

  1. วันอาทิตย์ที่ 6 ม.ค. 2019  เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลและนำมาส่งล่วงหน้า
  2. วันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค. 209 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา

ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์สวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน