Posts Tagged ‘วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้ารังสิต’

สารวัด ฉบับที่ 151223 วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน ค.ศ. 2019 สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

Tuesday, April 16th, 2019

การเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างสง่าของพระเยซูคริสตเจ้า แห่ใบลาน

บอกเล่าให้ฟัง

          มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่น่าสนใจและพวกเราน่าจะนำไปไตร่ตรองดู ถ้าที่ใดก็ตามที่มีการวางมาตารการไว้มากๆ และพยายามที่จะใช้กฏ เกณฑ์อย่างเคร่งครัด แสดงว่าที่นั้นมีปัญหามากและคนที่อยู่ด้วยกันตรงนั้นมักจะขาดความไว้วางใจกันและกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ได้หมาย ความว่ากฏเกณฑ์ไม่สำคัญ กฏเกณฑ์เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ในการตัดสินใจเมื่อมีความไม่แน่ใจในบางเรื่องเกิดขึ้น เรื่องนี้ทำให้พ่อคิดถึงเพื่อนของพ่อคนหนึ่ง เขาเคยชวนพ่อไปเที่ยวประเทศของเขา น่าเสียดายที่พ่อจำชื่อประเทศไม่ได้เสียแล้ว ประเทศของเขาเป็นเกาะเล็กๆเขาบรรยายว่า ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณหนึ่งวันก็สามารถไปได้ทั่วประเทศของเขาแล้ว เขาเล่าว่าประเทศของเขามีกฏหมายพอเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตำรวจไม่ต้องพกปืน แต่จะพกเครื่องช่วย ชีวิตเพื่อช่วยคนยามเกิดอุบัติเหตุ ตอนคนตกน้ำ ฯลฯ เขาบอกว่าบ้านทุกบ้านในประเทศของเขามีประตูหน้าต่างเป็นช่องไว้รับลมและเอาไว้เข้าออกเท่านั้น ไม่ต้องปิดประตูไม่ต้องใส่กุญแจ เพราะประเทศของเขาไม่มีขโมยคนส่วนใหญ่ก็เป็นที่คุ้นเคยและรู้จักกันทั้งนั้น พ่อฟังแล้วอยากไปมากแต่ตอนนั้นยังเรียนไม่จบจึงไม่กล้าไปกับเขา ถึงแม้ไม่ได้ไป พ่อก็ความคิดว่าประเทศของเขาน่าจะมีความสงบสุขมากๆ ประชาชนคงอยู่กันอย่างพี่น้องช่วยเหลือเกื้อกูลรักใคร่ปรองดอง

พ่อจึงมีความคิดฝันตลอดเวลาว่า “จะทำอย่างไรครอบครัวของเรา ที่ทำงานของเรา และทุกๆที่ที่เราอยู่จะเป็นอย่างประเทศของเพื่อนพ่อคนนี้” ที่จริงแล้วสภาพเช่นนี้พ่อก็เคยสัมผัสได้บ้างเหมือนกันในบางที่ แต่ก็เป็นได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เหมือนดอกไม้ดอกหญ้าบางชนิดที่มันเบ่งบานสวยงามในยามเช้า  แล้วมันก็หุบหายเมื่อต้องแสงตะวันยามสาย พ่อเขียนเล่าให้ฟังเช่นนี้เหมือนคนเพ้อเจ้อเพ้อฝัน มีความคิดจินตนาการที่เลื่อนลอยไม่เข้าท่า เขียนไปทำไมนี่ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเกินความสามารถของมนุษย์เราที่จะทำ แต่ถ้าสิ่งที่เพื่อนของพ่อเล่าให้ฟังนั้นเป็นเรื่องจริง ก็แสดงว่าสภาพเช่นนี้มีอยู่จริงบนโลกใบนี้แม้จะเป็นส่วนเล็กๆก็ตาม และถ้าสิ่งที่พ่อเคยสัมผัสได้ชั่วครู่ชั่วยามมันเป็นความจริงไม่ใช่ความฝัน ก็แสดงว่าเราสามารถช่วยกันทำให้สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นได้ แม้จะเป็นในกลุ่มเล็กๆในช่วงเวลาสั้นๆแห่งชีวิตบนโลกที่สวยงามใบนี้

สิ่งที่พ่อเขียนบรรยายมาแต่ต้นอาจจะเป็นเรื่องเพ้อฝันของหลายๆคน แต่พี่น้องทราบไหมครับว่า “นี่เป็นพันธกิจหลักที่พระเยซูคริสตเจ้าได้รับมอบหมายจากพระบิดาเจ้า และพระองค์ได้มอบหมายพันธกิจนี้ส่งต่อสืบทอดให้บรรดาอัครสาวกมาถึงพระศาสนจักรและเราคริสตชนทุกคนจนถึงทุกวันนี้” พันธกิจที่พ่อเขียนถึงนี้ก็คือ “การสถาปนาพระอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินนี้”  ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความยุติธรรม ความรัก ความเมตตา สันติสุข และความชื่นชมยินดี พระอาณาจักรที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวถึงไม่ได้เป็นเพียงอาณาจักรสวรรค์หลังความตายเท่านั้น แต่เป็นพระอาณาจักรบนแผ่นดินนี้ด้วย บางครั้งพระองค์ตรัสว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว” บางครั้งตรัสว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายแล้ว” ไม่ว่าจะเป็นพระอาณาจักรใกล้เข้ามาแล้วหรือพระอาณาจักรอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายแล้ว จะเป็นแบบไหนก็ตาม สิ่งที่พระองค์ตรัสจะต้องหมายถึงพระอาณาจักรบนแผ่นดินนี้ พ่อจึงเชิญชวนพวกเราสัตบุรุษวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าทุกท่าน มาร่วมใจกันสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้าให้เป็นจริงในชุมชนแห่งความเชื่อของเรา โดยเติมคุณลักษณะที่ขาดหายไปของพระอาณาจักรของพระเจ้า ตามบทภาวนาของนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ดังนี้ “ที่ใดมีความสิ้นหวัง เราจะเติมความหวัง ที่ใดมีความขุ่นข้องหมองใจ เราจะเติมการให้อภัย ที่ใดมีความสงสัย เราจะเติมความเข้าใจ ที่ใดมีความทุกข์ เราจะเติมการปลอบโยนทำให้เกิดความชื่นชมยินดี ฯลฯ “

จากคุณพ่อเจ้าวัด

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

พระธรรมล้ำลึกปัสกา

วันอาทิตย์นี้เป็นวันที่เราแห่ใบลาน  เป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเราคริสตชนจะรำพึงถึงพระมหาทรมานเป็นพิเศษ พระศาสนจักรให้ คริสตชนทั่วโลกทำการระลึกถึง การเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างสง่าของพระเยซูคริสตเจ้า ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงชัยชนะ พระศาสนจักรให้เราคริสตชนระลึกถึงเหตุการณ์นี้ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของพระธรรมล้ำลึกปัสกา ต้องการจะย้ำเตือนบรรดาคริสตชนว่า พระธรรมล้ำลึกปัสกา มีองค์ประกอบ 3 ประการ นั่นก็คือ การรับทนทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพ การเข้ามีส่วนร่วมในพระธรรมล้ำลึกปัสกาจึงต้องเป็นการเข้ามีส่วนร่วมทั้งครบ ไม่ใช่น้อมรับเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง

การเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างสง่าของพระเยซูคริสตเจ้า เป็นการประกาศอย่างเปิดเผยว่าพระองค์พร้อม พระองค์ยินดีที่จะน้อมรับพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า ที่จะยอมรับทนทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของมนุษยชาติ การกระทำเช่นนี้ในสายตาของมนุษย์ทั่วไปเป็นเรื่องโง่เขลาเบาปัญญา  เป็นความอัปยศ เป็นความพ่ายแพ้ แต่สำหรับพระเจ้า นี่เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ และชัยชนะนี้จะปรากฏผลในการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งเราจะทำการสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ในวันอาทิตย์ปัสกา การน้อมรับพระประสงค์ของพระเยซูคริสตเจ้า โดยการยอมรับทนทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนี่แหละ ทำให้เราหยั่งรู้เกี่ยวกับความหมายของชีวิต เมื่อความทุกข์ยากลำบากเข้ามากล้ำกรายชีวิตของเรา เราจะสามารถจัดการกับชีวิตได้อย่างถูกต้อง

พระธรรมล้ำลึกปัสกาเป็นหนทางแห่งความรอดพ้น ซึ่งการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างสง่า เพื่อน้อมรับพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า โดยการรับทนทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่านี้เป็นหนทางเดียวที่มนุษย์ต้องเดิน เพื่อจะได้รับความรอดพ้น ไม่มีทางอื่น เป็นเงื่อนไขในการติดตามพระเยซูคริสตเจ้า ถ้าผู้ใดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนเองและติดตามเรา ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้นก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร แต่ผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบชีวิตนิรันดร (มธ.16:24-25)  นี่เป็นเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตของเราคริสตชน ซึ่งทำให้เราสามารถพบกับความสงบในการดำเนินชีวิต ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ซึ่งเป็นกางเขนแห่งชีวิต เพราะเรารู้ว่าเราสามารถเข้าร่วมส่วนกับพระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า โดยอาศัยความทุกข์ยากลำบากต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าเราน้อมรับด้วยความชื่นชมยินดี ความทุกข์ลำบากต่างๆที่เราได้รับ ก็จะกลายเป็นหนทางสร้างบุญสร้างกุศล นำความรอดพ้นมาสู่เราทั้งหลาย

ขอให้สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ สัปดาห์แห่งพระมหาทรมานที่เริ่มต้นขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรารำพึงถึงพระมหาทรมาน และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อเราจะได้เข้าใจความหมายของชีวิต ความทุกข์ทรมานต่างๆที่เกิดขึ้น และพระธรรมล้ำลึกปัสกา จนกระทั่งสามารถมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราด้วยสายตาแห่งความเชื่อ เข้าใจและน้อมรับด้วยความชื่นชมยินดีเช่นเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า และเราจะได้ชัยชนะเช่นเดียวกับพระองค์.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  2. วันอาทิตย์ที่ 21 เม.ย. 2019 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน  รวมกันที่ศาลาเรือนไทย           เวลา 10.30 น. เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. วันศุกร์ที่ 19 เม.ย. 2019 เป็นวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์  คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปต้องอดเนื้อหรือทำพลีกรรมอื่นๆทด แทน  คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ ถึง 59 ปีบริบูรณ์ ต้องอดอาหาร การอดอาหารหมายถึง การรับทานอาหารอิ่มเพียงมื้อเดียว
  4. วันอังคารที่ 16 เม.ย. 2019 มีวจนพิธีกรรมศีลอภัยบาป เวลา 19.00.
  5. ตรีวารปัสกา

***วันพฤหัสบดีที่ 18 เม.ษ. 2019 เป็นวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์

มีพิธีล้างเท้าอัครสาวก      เวลา 19.00 น.

***วันศุกร์ที่ 19 เม.ษ. 2019 เป็นวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์

มีเดินรูปรอบวัด            เวลา 16.30 น.

พิธีนมัสการกางเขน        เวลา 19.00 น.

*** วันเสาร์ที่ 20 เม.ษ. 2019  เป็นวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์

มีพิธีเสกน้ำ เสกไฟ        เวลา 19.00 น.

  1. ทางวัดจัดค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ปีนี้มีเด็กมาเรียนคำสอนประมาณ 30 – 40 คน พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในค่ายคำสอน ทำได้ที่ตู้ทานกลางวัด

 

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี

วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต

 

 

สารวัด ฉบับที่ 151222 วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน ค.ศ. 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

Tuesday, April 16th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทุกวินาที ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปิดใจยอมรับและรับรู้การเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่ คนที่ฉลาดจริงจะต้องเป็นคนที่ใจกว้างเปิดใจรับรู้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะการกระทำเช่นนี้จะทำให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ และเท่าทันสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น  ในค่ายคำสอนครั้งนี้เราได้บราเดอร์จากคณะธรรมฑูตไทย 2 ท่าน และเณรพื้นเมืองจากวัดของเราเอง 1 ท่าน พ่อต้องบอกกับพี่น้องตรงไปตรงมาว่าเห็นวิธีการทำงาน วิธีการสอนคำสอนของบราเดอร์แล้ว ตอนแรกๆก็ไม่เข้าใจและขัดหูขัดตาพอสมควร แต่เนื่องจากว่าพ่อเป็นคนที่ตรงไปตรงมาไม่เข้าใจพ่อก็ถาม อยากรู้พ่อก็ไปดูไปศึกษา ในที่สุดการกระทำเช่นนี้ทำให้พ่อสามารถเข้าใจและผสมผสานวิธีการเก่ากับวิธีการใหม่เข้าด้วยกันได้หรือจูนกันติด พี่น้องเชื่อไหมว่าพ่อเคยได้ยินว่าคุณพ่อที่มีวัยวุฒิมากๆบางท่านเคยส่งเณรและเยาวชนที่มาช่วยงานกลับบ้านมาแล้วสาเหตุก็มาจากเรื่องที่พ่อเขียนเล่ามาข้างต้นนี่แหละ

พี่น้อง พ่อเชื่อว่าในครอบครัวของพี่น้องหลายๆครอบครัว น่าจะมีปัญหาทำนองนี้อยู่บ้างเหมือนกันช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างระหว่างของเก่ากับของใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างพ่อแม่และลูก พ่อลองนั่งคิดดูแบบง่ายๆไม่ทราบว่าจะถูกต้องหรือเปล่านะ สิ่งที่พ่อได้รับการอบรมสั่งสอนจากเตี่ยแม่และผู้ใหญ่ในสมัยนั้น ถ้าคำนวณจากอายุเตี่ยของพ่อถ้าเวลานี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านจะต้องมีอายุ 90 กว่าเกือบ 100 ปี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสอนอบรมพ่อมาก็น่าจะเป็นองค์ความรู้ที่ใช้กันเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้ว ถ้าเตี่ยกับแม่พ่อรับองค์ความรู้มาจากปู่ยาตายาย องค์ความรู้นั้นก็น่าจะห่างจากเตี่ยแม่ของพ่อ 50 – 60 ปีเช่นเดียวกัน ถ้าเตี่ยแม่พ่อไม่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงความคิดอ่านหรือองค์ความ รู้ของการอบรมเลย แสดงว่าองค์ความรู้ที่เขานำมาใช้สั่งสอนอบรมพ่อ เป็นองค์ความรู้ของเมื่อ 100 ปีที่แล้วโดยประมาณ ถ้าเราเป็นคนใจแคบไม่รับรู้และไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยตามกาลเวลา เราจะเป็นคนหลงยุคนะครับ สิ่งที่เราคิดว่าดีมากๆในสมัยของเรา ปัจจุบันอาจจะล้าสมัยไปแล้ว และเป็นสิ่งที่คนในปัจจุบันเขาไม่ใช้กันแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าคนเขาบ้าของใหม่ แต่เป็นเพราะว่ามีนักคิดเขาเอาของเก่าที่เราเคยมี ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลดความเสี่ยงความเสียหาย ทำให้ประหยัดเวลาและทำงานได้สะดวกสบายมากขึ้น จนเป็นของที่คนในยุคปัจจุบันนำเอามาใช้กัน ถ้าเราลองเปิดใจยอมรับเปิดใจมอง เราจะพบว่าหลายๆอย่างมาจากหลักการเติม แต่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงลดจุดอ่อนความเสี่ยงของเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้กับของใหม่เพื่อการประหยัดพลังงาน เวลา ทำให้การทำงานสะดวกราดเร็วขึ้นเท่านั้น ถ้าเรามีใจกว้างที่จะรับรู้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดวิธีการใหม่เช่นนี้ พ่อคิดว่าเราจะสามารถพบจุดเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างวัย และช่องว่างระหว่างวิธีการเก่ากับวิธีการใหม่ได้นะครับ

ที่พ่อเขียนเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ทันสมัยและของใหม่ๆ ดีหมดทุกอย่าง หรือของเดิมๆวิธีการเดิมๆที่เราเคยใช้กันไม่ดีไปเสียหมดทุกอย่างทุกเรื่องก็ไม่ใช่ พ่อคิดว่าเราควรใช้ทุกอย่างให้เหมาะสมกับสถาน การณ์มากกว่า ดังนั้นการเป็นคนใจกว้างรับรู้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องเรียนรู้ปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์ ตามยุคตามสมัย และผู้ใหญ่จะต้องเป็นความรอบคอบให้กับผู้น้อย เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า ก็น่าจะคิดและมองอะไรได้อย่างทะลุปรุโปร่งมากกว่า ผู้น้อยก็อย่ามองข้ามคำเตือนสอนของผู้ใหญ่ เพราะผมหงอกที่เราเห็นบนศรีษะของท่านเป็นปรีชาญาณที่มองข้ามไม่ได้.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มาตรการของพระเจ้าและมาตรการของมนุษย์

มนุษย์มักจะเอามาตรการที่ตนเองชอบนำมาใช้ตัดสินผู้อื่น จนลืมมองความอ่อนแอความผิดพลาดของตน ไปยัดเยียดให้กับพระเจ้า ผู้ทรงความรักความเมตตา ทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์ผู้นั่งบัลลังก์พิพากษาตัดสินลงโทษตามความยุติธรรม ตามมาตรการที่มนุษย์ตั้งขึ้นเอง ในเรื่องหญิงผิดประเวณีที่นักบุญยอห์นบันทึกไว้ แสดงให้เราเห็นความแตกต่าง ระหว่างมาตรการของพระเจ้าและมาตรการของมนุษย์อย่างชัดเจน “อาจารย์ หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี ในธรรมบัญญัติโมเสสสั่งเราให้ทุ่มหินหญิงประเภทนี้จนถึงตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไร” (ยน.8:4-5) เราจะเห็นชัดเจนว่าบรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีใช้มาตรการที่ไร้ความรักความเมตตา และโหดเหี้ยมที่สุดมาเป็นมาตรการตัดสินลงโทษหญิงคนบาป พวกเขาตัดสินผู้อื่นโดยพิจารณาด้านลบด้านความผิดพลาดเพียงด้านเดียว ด้านอื่นๆไม่ได้อยู่ในความสนใจของพวกเขาเลย อาทิ สิ่งดีๆที่หญิงคนนี้อาจจะเคยทำมาก่อน กรณีแวดล้อมต่างๆที่อาจจะทำให้หญิงคนนี้ตกที่นั่งลำบากและที่สำคัญ พระคัมภีร์กล่าวถึงเฉพาะหญิงคนนี้คนเดียว คู่กรณีที่ร่วมประเวณีกับเขาอยู่ที่ไหน ฯลฯ

กรณีของหญิงที่ถูกจับได้ในขณะร่วมประเวณี มันไม่ต่างกับเวลาตำรวจทลายซ่องโสเภณีในปัจจุบัน ทำไมตำรวจจับแต่โสเภณีแล้วคนที่ไปเที่ยวโสเภณีอยู่ที่ไหน พวกเราคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าโสเภณีหลายๆคนใช่ว่าเขาอยากจะมีอาชีพอย่างนี้ หลายๆคนถูกหลอกลวงมา หลายๆคนถูกบังคับ เพราะเขากำลังตกที่นั่งลำบากชีวิตกำลังอับจนหน ทาง ถ้ามาตรการของมนุษย์นั้นเที่ยงตรงถูกต้องจริง สิ่งที่กล่าวมานี้ควรจะถูกนำพิจารณาบ้าง แต่ในความเป็นจริงเปล่าเลย เขาพิจารณาเพียงว่าอาชีพนี้หรือคนพวกนี้ทำผิดกฎหมาย พระเยซูคริสตเจ้าทรงอดทนต่อคำกล่าวหาคาดคั้นให้พระองค์ตัดสินลงโทษ จนพระองค์ตรัสกับทุกคนที่อยู่ที่นั่นว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” (ยน.8:7) พระวาจาที่พระองค์ตรัสนั้นดึงความสนใจของทุกคนที่นั่นที่มุ่งไปยังความชั่วช้าสามานย์ของหญิงผู้นั้นกลับมาสู่ตนเอง  “พวกเขามีบาปหรือเปล่า”  “อดีตความเป็นมาของพวกเขาเป็นอย่างไร” ผลก็คือไม่ใครเอาหินทุ่ม และผู้อาวุโสออกไปก่อน แสดงว่าทุกคนเป็นคนบาป ยิ่งอายุมากอยู่นานยิ่งมีบาปมาก แต่ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย และนี่คือมาตรการของมนุษย์ที่มักจะจับจ้องความผิดพลาดของผู้อื่น โดยไม่คิดถึงความอ่อนแอความผิดพลาดของตนเอง

เมื่อไม่มีใครกล้าเอาหินทุ่มหญิงนั้น พระเยซูคริสตเจ้าจึงตรัสกับหญิงผู้นั้นว่า “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไปอย่าทำบาปอีก” (ยน.8:11) พระวาจาที่พระองค์ตรัสเป็นวาจาที่อ่อนโยนเปี่ยมด้วยความรักความเมตตา และสามารถเปลี่ยนชีวิตคนให้ดีขึ้นได้ ทำให้เราเข้าใจมาตรการของพระเจ้าที่เป็นมาตรการแห่งความรัก ความเมตตา พระองค์ปรารถนาที่จะให้ชีวิตใหม่มากกว่าทำลายให้แตกดับ ให้อภัยมากกว่าลงโทษ พระองค์ทรงปกคลุมความน่าทุเรศทุรังของคนบาป ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บุตรของพระจ้าโดยคืนภาพลักษณ์ของพระเจ้าให้ด้วยความรัก ความเมตตากรุณา และการให้อภัย ทำให้เราเข้าใจสัมผัสได้ถึงความรัก ความเมตตากรุณาของพระองค์ ขอให้พระวาจาของพระเจ้าทำให้เราซาบซึ้งในพระเมตตาของพระเจ้า เข้าใจในมาตร การของพระองค์ และใช้มาตรการเดียวกันนี้กับเพื่อนพี่น้องของเรา.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประกาศ

  1. ใบลานมาถึงที่วัด ใครสามารถมาช่วยสานใบลานหรือเอาไปช่วยสานที่บ้านได้ ขอเชิญครับ และขอให้นำมาคืนที่วัดก่อนวันแห่ใบลาน เราจะแห่ใบลานวันอาทิตย์ที่ 14 เม.ย. 2019 เวลา 9.00 น.
  2. ประชุมสภาภิบาล วันอาทิตย์นี้ ประชุมสภาภิบาลเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
  3. วันอาทิตย์ที่ 14 เม.ย. 2019 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น.เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 21 เม.ย. 2019 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะ อ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เวลา 10.30 น. เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. วันอังคารที่ 16 เม.ย. 2019 มีวจนพิธีกรรมศีลอภัยบาป เวลา 19.00 น.
  6. วันศุกร์ที่ 19 เม.ษ. 2019 เป็นวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ มีเดินรูปรอบวัดเวลา 16.30 น.

ตารางเวลาในตรีวารปัสกา

** วันพฤหัสบดีที่ 18 เม.ย.  เวลา 19.00 น.

** วันศุกร์ที่ 19 เม.ย.       เวลา 19.00 น.

** วันเสาร์ที่ 20 เม.ย.       เวลา 19.00 น.

7. ทางวัดจัดค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ปีนี้มีเด็กมาเรียนคำสอนประมาณ 30- 40 คน พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้ในค่ายคำสอน ทำได้ที่ตู้ทานกลางวัด

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต

สารวัด ฉบับที่ 151221 วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2019

Saturday, March 30th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

            ค่ายคำสอนภาคฤดุร้อนของปีนี้เปิดแล้ว หลังจากกิจกรรมนี้หาย ไปเสียนาน ขอขอบพระคุณพระเป็นเจ้าและพระชนนีของพระองค์ ที่เราได้บราเดอร์มาช่วยสอนคำสอน 3 ท่าน มีเด็กมาเรียนคำสอน 30 – 40 คน บวกลบนิดหน่อยเพราะบางโรงเรียนยังไม่ปิดเทอมบ้าง และเด็กบางคนยังต้องทำกิจกรรมของโรงเรียนอยู่บ้าง  แต่พี่น้องก็ยังโชคดีอีกเช่นกันที่ บราเดอร์ยินดีสอนเสริมวันเสาร์และวันอาทิตย์ให้ด้วย พ่อหวังว่า ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างเรียบร้อยตามพระประสงค์ของพระเจ้า ขอพระชนนีของพระเป็นเจ้าช่วยเสนอวิงวอนให้เด็กๆ ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการจัดค่ายคำสอนครั้งนี้ พ่อคิดว่าการที่เด็กๆได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตร่วมกันระยะสั้นๆ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว นอกนั้นในค่าย     คำสอน บราเดอร์ยังจัดกิจกรรมหลายอย่างเพื่อช่วยให้เด็กๆได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มากขึ้นในด้านต่างๆ

ให้ความรู้เรื่องคำสอน แน่นอนที่สุดเด็กๆที่มาร่วมค่ายคำสอน จะต้องได้รับความรู้เรื่องคำสอน พระคัมภีร์ และเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าโดยตรง พ่อเห็นเด็กๆหลายคนมีความกระตือรือร้นมาท่องบทสวด ซึ่งบทสวดหลายๆบทเป็นบทสวดใหม่พ่อยังสวดไม่ค่อยได้เลย แต่เด็กเหล่า นี้ เริ่มสวดได้แล้ว อีกทั้งเวลาเด็กๆมาท่องกับคุณพ่อ บราเดอร์ พี่เลี้ยง และผู้ปกครอง พ่อเชื่อว่า บุคคลเหล่านี้คงจะสวดตามไปด้วย จึงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมีโอกาสทบทวนบทสวดแบบใหม่ และมีความ คุ้นเคยกับบทสวดใหม่มากขึ้น

เด็กๆได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตตามความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งต่างจากการดำเนินชีวิตในความดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง พ่อเห็นเด็กบางคนน่ารักและน่าเห็นใจในเวลาเดียวกัน ผู้ปกครองบอกพ่อว่า “เด็กทานอาหารยากมากๆ โน้นก็ไม่ทานนี่ก็ไม่ทาน” แต่เมื่อมาอยู่ค่ายคำสอนพ่อเห็นเขาไปหยิบก๋วยเตี่ยวมานั่งทานเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในระหว่างที่แม่ครัวที่มาช่วยเตรียมอาหารทั้งหลาย กำลังเตรียมอาหารจานพิเศษให้ แม้เด็กจะทานได้น้อย แต่พ่อเห็นความพยายามของเขาที่พยายามทานเหมือนคนอื่นๆ พ่อคิดว่านี่เป็นการเรียนรู้เป็นประสบ การณ์ที่จะช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับเด็กๆ

– การเรียนรู้จักการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งไม่ใช่คนในครอบ ครัว เด็กๆเริ่มมีเพื่อนใหม่เพื่อนที่เป็นคริสตชนด้วยกัน อีกไม่นานอาจจะมีการทำกิจกรรมของเด็กร่วมกันในเขต 2  บางครั้งเด็กก็เกเรกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง และก็คืนดีกัน บราเดอร์และผู้ใหญ่จะสอนให้เด็กช่วย เหลือกัน ให้อภัยและรู้จักขอโทษ ภาคบ่ายก่อนกลับบ้านบราเดอร์จะให้เด็กๆทำกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พ่อคิดว่านี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะทำให้ชุมชนแห่งความเชื่อเข้มแข็ง เพราะเมื่อเด็กๆเป็นเพื่อนและรู้จักกันอีกหน่อยพ่อแม่ผู้ปกครองก็จะรู้จักกันด้วย

บราเดอร์จัดให้เด็กช่วยเก็บจานล้างจานเวลาทานอาหารเสร็จแล้ว โดยมีเยาวชนรุ่นพี่และเด็กโตคอยช่วยเหลือสอนให้ พ่อคิดว่านี่เป็นเรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในค่ายคำสอน พี่มาช่วยน้องสอนน้องทำโน้นทำนี่ นอก นั้นเด็กยังเห็นผู้ใหญ่หลายๆคนมาช่วยค่ายคำสอน มาช่วยวัดทำหลายสิ่งหลายอย่าง บ้างเอาอาหารมาให้พวกเขาทาน ฯลฯ พ่อเชื่อว่าเด็กจะค่อยๆเรียนรู้จากแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ จะรักวัดรักพระศาสนจักรและจะเป็นกำลังของวัดของพระศาสนจักร ที่อยู่ในชุมชนแห่งความเชื่อวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าต่อไป

เพราะฉะนั้นเด็กๆ ที่มาเรียนคำสอนจะได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ในปีนี้หรือเปล่าก็ดูกันตามเกณฑ์และความพร้อมของเด็ก แต่สิ่งนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับประสบการณ์และการเรียนรู้ต่างๆ ที่มีคุณค่ามหาศาลที่พวกเขาได้รับจากค่ายคำสอนนี้.

                                                                        จาก  คุณพ่อเจ้าวัด

************************************************************************

มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป    

คนที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีบาปคือคนจองหอง

หลังจากพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ต่อว่าพระเยซูคริสตเจ้า ว่า “คนนี้ต้อนรับคนบาปและกินอาหารร่วมกับเขา” (ลก.15:2) นักบุญ ลูกาบันทึกเรื่องอุปมาเพื่ออธิบายเรื่องนี้ไว้ 3 เรื่อง เรื่องแกะที่พลัดหลง เรื่องเงินเหรียญที่หายไป เรื่องลูกล้างผลาญและลูกที่คิดว่าตนทำดีแล้ว ทั้งสามเรื่องนี้ ท่านต้องการสะท้อนให้เห็นพระเมตตากรุณาของพระเจ้า และมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปต้องการพระเมตตาจากพระองค์ เป็นต้นในเรื่องลูกล้างผลาญและลูกที่คิดว่าตนทำดีแล้ว ท่านอธิบายแยกแยะประเภทของคนบาปไว้ค่อนข้างชัดเจน ถ้าเราสังเกตบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และผู้หยั่งรู้ถึงแก่นธรรมทั้งหลาย เมื่อเข้าถึงแก่นธรรมความจริงของชีวิตแล้ว ต่างยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาปเป็นคนต่ำต้อยทั้งสิ้น “ยิ่งวิเคราะห์ตัวตนที่อยู่ภายในมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งเห็นความไม่สำคัญของตนเองมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็นบทเรียนแรกของภูมิปัญญา จงอ่อนน้อมถ่อมตนแล้วเราจะฉลาดขึ้น จงมองให้เห็นความอ่อน แอของตน แล้วเราจะได้พลังอำนาจ” (วิลเลียม เอลเลอรี แซนนิง)

คนบาปประเภทแรก ลักษณะเหมือนลูกชายคนเล็ก เป็นคนเกเรประพฤติตนเสเพลที่เราพบอยู่ทั่วไป พวกเขาชอบประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง เขาคิดอยากจะทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ไม่สนใจเรื่องศาสนาเรื่องศีลธรรมจริยธรรม เป็นคนไม่ดีอย่างเปิดเผยไม่ค่อยมีเงื่อนงำอะไรนัก การดำเนินชีวิตของคนพวกนี้เมื่อเราพบเห็นจะสามารถทราบโดยง่ายว่า พวกเขาเป็นคนเสเพลเป็นคนบาป “บุตรคนเล็กรวบรวมทุกสิ่งที่มีแล้วเดินทางไปยังประเทศห่างไกล ที่นั่นเขาประพฤติเสเพลผลาญเงินทองจนหมดสิ้น” (ลก15:13)

คนบาปประเภทที่สอง คือลูกชายคนโต ดูภายนอกดูเหมือนว่าเป็นคนดี ประพฤติตนอยู่ในกรอบอยู่ในร่องในรอย แต่เบื้องหลังไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเขาเป็นอย่างไร เนื่องจากพวกคนนี้เป็นนักสร้างภาพจัดฉาก เป็นโจรในคราบนักบุญ เป็นผู้ร้ายสวมสูท ชอบทำให้ตนเองดูดีด้วยเห็นเหตุผลที่ซับซ้อนมากมายในชีวิตของตน คนพวกนี้เหมือนกับลูกคนโตซึ่งมีท่าทีเหมือนกับชาวฟาริสีและธรรมาจารย์ที่ภูมิใจว่าตนเป็น “ผู้ชอบธรรม” เพราะเขาถือพระบัญญัติอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรไม่เคยละเมิด “ลูกรับใช้พ่อมานานหลายปีแล้วไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อเลย” (ลก.15:29) นี่เป็นภาพลักษณ์ที่ปรากฏภายนอกดูเหมือนว่าดี พระวรสารได้เผยธาตุแท้ที่อยู่ภายในเพื่อเตือนใจพวกหลงและหลอกตน เองว่า “พ่อไม่เคยให้ลูกแพะแม้แต่ตัวเดียวแก่ลูกเพื่อเลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆ” (ลก.15:19) แพะเป็นสัญลักษณ์ของบาปความชั่วร้าย นั่นก็แสดงว่าคนประเภทนี้ก็อยากจะเสเพลเหมือนกัน แต่เหตุผลบางอย่างซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใน ทำให้พวกเขาไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง

คนบาปประเภทไหนก็คือคนบาปเหมือนกัน พระเจ้าคงไม่พอพระทัยให้เราเป็นประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่ทรงปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนยอมรับความอ่อนแอของตน ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป กลับใจใช้โทษบาปวอนขอพระเมตตาจากพระองค์ “เราบอกท่านทั้งหลายว่าในสวรรค์จะมีความชื่นชมยินดีเช่นนี้ เพราะคนบาปคนหนึ่งกลับใจ” (ลก.15:7) ขอให้พระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเรา ให้เราพิจารณามโนธรรมของเราอย่างจริงจัง และยอมรับว่าเราเป็นคนอ่อนแอเป็นคนบาปวอนขอพระเมตตาจากพระเจ้าด้วยความสุภาพถ่อมตน ท่าทีเช่นนี้แหละจะนำความรอดพ้นมาสู่เราทั้งหลาย.

 

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

***********************************************************************************

ประกาศ

  1. วันเสาร์ที่  6  เม.ย. 2019 วันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน
  2. วันเสาร์ที่ 6  เม.ย.  2019 ใบลานจะมาถึงที่วัด     ใครสามารถมาช่วยสานใบลานหรือเอาไปช่วยสานที่บ้านได้ ขอเชิญครับ เราจะแห่ใบลานวันอาทิตย์ที่ 14 เม.ย. 2019  เวลา 9.00 น.
  3. วันอาทิตย์ที่ 7  เม.ย. 2019  เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างเด็ก ผู้ที่ปรารถนาจะนำลูกหลานมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้าและส่งข้อมูลล่วงหน้าด้วย
  4. วันอาทิตย์ที่ 7 เม.ย. 2019 ประชุมสภาภิบาล เวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
  5. วันอาทิตย์ที่ 14 เม.ย. 2019 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน  รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  6. ตารางเวลาสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

**   วันอังคารที่ 16 เม.ย. 2019      มีวจนพิธีกรรมศีลอภัยบาป เวลา 19.00 น.

**   วันศุกร์ที่ 19 เม.ย. 2019 เป็นวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ มีเดินรูปรอบวัดเวลา 16.30 น.

**    ตรีวารปัสกา

**วันพฤหัสที่ 18 เม.ย. 2019  เวลา 19.00 น.

**วันศุกร์ที่ 19 เม.ย. 2019    เวลา 19.00 น.

**วันเสาร์ที่ 20 เม.ย. 2019    เวลา 19.00 น.

7.ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ปีนี้มีเด็กมาเรียนคำสอนประมาณ 30-40 คน พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในค่ายคำสอน ทำได้ที่ตู้ทานกลางวัด

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต

สารวัด ฉบับที่ 151220 วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2019

Thursday, March 28th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

มีคริสตชนหลายคนถามพ่อว่า “ผี” มีจริงหรือเปล่า พ่อมักจะตอบว่า “ผี” แบบในละครหรือในภาพยนต์ พ่อไม่เชื่อในลักษณะนั้นหรอกนะ แต่พระศาสนจักรเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือสหพันธ์นักบุญ พระศาสนจักรมี 3 กลุ่มใหญ่ บรรดานักบุญหมายถึง ผู้ที่ได้รับความรอดพ้นแล้ว บรรดาผู้ล่วงลับที่ยังต้องรอการชำระวิญญาณของตนให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้รับความรอดพ้นหรือไปสวรรค์ และพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ที่ยังต้องเดินทางต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายปลายทางแห่งชีวิต ทั้งสามกลุ่มนี้สามารถติดต่อมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันได้ ในการอธิษฐานภาวนาและในความช่วยเหลือเกื้อกูลต่างๆ อาทิ นักบุญเสนอวิงวอนพระเจ้าเพื่อเรา เราสวดภาวนาให้กับวิญญาณทั้งหลาย และวิญญาณทั้งหลายสามารถช่วยเหลือเรา ฯลฯ และพ่อยังคิดต่อไปด้วยว่า พระศาสนจักรสอนอย่างชัดเจนว่ามีสิ่งสร้างที่เป็นจิตล้วนทั้งดีและชั่วร้าย เพราะฉะนั้นเราจึงแน่ใจได้ว่ามีพลังแห่งธรรมและพลังแห่งอธรรม

พลังแห่งธรรม หมายถึงพลังแห่งความดีซึ่งมาจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงคอยช่วยเหลือเกื้อกูลค้ำจุนชีวิตของเราเสมอมา พลังแห่งธรรมจะก่อให้เกิดความดีงามในชีวิตของมนุษย์ อาทิ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความรัก ความเมตตากรุณา ความโอบอ้อมอารี ความเข้าใจ การให้อภัย ฯลฯ ถ้าเราสังเกตเห็นว่ามีสิ่งที่พ่อยกตัวอย่างมานี้และความดีอื่นๆในเชิงสร้างสรรค์ ในชุมชนแห่งความเชื่อของเรา ในครอบครัวของเรา และที่ไหนก็ตามที่มีคนอยู่ร่วมกัน แสดงว่าพระเจ้าประทับอยู่ที่นั่นและทรงอวยพรกิจการต่างๆ ทรงช่วยเหลือเกื้อกูลทุกๆคนที่อยู่ที่นั่น พลังแห่งธรรมนั้นอาจมาจากพระเจ้าโดยตรง หรือผ่านบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และบรรดาฑูตสวรรค์ของพระองค์ รวมทั้งการดำเนินชีวิตร่วมกันในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า เพราะพระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า “ที่ใดก็ตามที่ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ทำกิจการต่างๆ ในพระนามของพระองค์ พระองค์จะประทับอยู่ที่นั่น และเมื่อวอนขอสิ่งใดพระบิดาเจ้าสวรรค์จะฟังคำของพวกท่าน”

พลังแห่งอธรรม หลังแห่งความเลวร้ายตามที่เราเคยเรียนคำสอนมา มีสิ่งสร้างที่เป็นจิตพวกหนึ่งมันทรยศต่อพระเจ้าและพ่ายแพ้ต่อพระองค์ ในที่สุดมันกลายเป็นปีศาจมารร้าย สิ่งสร้างนี้มันก็มีพลังเช่นเดียวกันและพวกมันจะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อทำให้มนุษย์ที่พระเจ้าทรงรักพินาศมีสภาพเดียวกับพวกมันให้จงได้เพราะ ฉะนั้น พวกเราต้องระวังอย่าให้มันเข้ามาแทรกแซงมีอิทธิพลเหนือการดำเนินชีวิตและกิจการต่างๆที่เรากระทำ พลังแห่งอธรรรมบางครั้งมันอาจจะไม่ได้มาจากปีศาจมารร้ายโดยตรงก็ได้ เมื่อมีอะ ไรที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นหลายๆครั้ง เราชอบโยนความผิดให้กับปีศาจมารร้าย แต่ความจริงจิตใจของเรามนุษย์ด้วยกันเองก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไร เพราะเรามนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกทำความดีหรือความชั่วก็ได้ นอกจากนั้นพระศาสนจักรยังสอนด้วยว่า หลังจากมนุษย์ตกในบาปแล้วมนุษย์มีความโน้มเอียงในทางชั่วแฝงอยู่ภายใน ในบทขอบ พระคุณในเทศกาลมหาพรตแบบเดิม เขาแปลไว้ว่าเราต้องพยายามตัดกิเสสปราบสันดาน ความจริงพ่อก็ชอบนะเพราะมันตรงดี เพราะ ฉะนั้นพวกเราต้องระวังนะครับถ้าเริ่มมีความไม่ไว้วางใจ เรื่องระหองระแหงต้องรีบขจัดมันออกไปเสีย อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ยึดตนเองเป็นหลัก นั่นแสดงว่าเข้าทางปีศาจมารร้ายจนในที่สุดสันติสุขความดีงามของชุมชนจะค่อยๆจางหายไป.

จากคุณพ่อเจ้าวัด

*******************************************************************************

พระเจ้าของเราทรงพระเมตตาและให้โอกาสเสมอ

เมื่อมีภัยพิบัติต่างๆ เหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นในโลกในสังคมของเรา อาทิ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว พายุใหญ่เข้าถล่มเมืองนั้นเมืองนี้ อุกกาบาตตกในประเทศรัสเซีย สึนามิ ฯลฯ เราลองถามตนเองหรือลองฟังการบอกเล่าจากคนอื่นก็ได้ เราจะพบว่ามีคนจำนวนมากมุ่งความคิดมุ่งประเด็นไปที่ “พระเจ้าลงโทษเพราะมนุษย์ทำบาปทำผิดอะไรสักอย่าง” “หรือความชั่วร้ายบาปของมนุษย์” คำถามที่เกิดขึ้นมักจะออกมาในทำนองที่ว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร ใครทำอะไรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าไม่พอพระทัยหรือเปล่า ประเด็นคำถามที่นักบุญลูกากล่าวถึงในพระวรสารเป็นคำถามในทำนองนี้ คำตอบของพระเยซูคริสตเจ้าจึงเป็นการแก้ความเข้าใจผิดของมนุษย์ที่ว่า ภัยพิบัติและความทุกข์ยากลำบากต่างๆ มีต้นเหตุจากบาป “คนบางคนเข้ามาทูลพระเยซูเจ้าถึงเรื่องชาวกาลิลี ซึ่งถูกปีลาตสั่งประหารชีวิตในขณะถวายเครื่องบูชา” (ลก.13:1)

คำถามที่พระเยซูคริสตเจ้าถามประชาชน แฝงไปด้วยนัยสำคัญให้เราต้องไตร่ตรองชีวิตของเรามากๆ “ท่านคิดว่าชาวกาลิลีเหล่านี้เป็นคนบาปมากกว่าชาวกาลิลีทุกคนหรือ” (ลก.13:2) คนที่หอสิโออัมพังทับตายก็เช่นกัน พระองค์ถามคำถามเดียวกัน และพระองค์ทรงย้ำว่า “ถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะต้องพินาศไปเช่นเดียว กัน” (ลก.13:5) ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้เพื่อต้องการจะเตือนเราว่า “บาปไม่ใช่เหตุผลโดยตรงของเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้น” ที่เหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ขาดความรัก ความเมตตา และความรับผิดชอบ ไม่ได้ปฏิบัติตามพระประสงค์และกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าวางไว้ ยอมให้กิเลสตัณหาครอบงำใจจนในที่สุดมนุษย์จะทำร้ายกัดกินกันเอง และทำลายทุกสิ่ง อีกนัยหนึ่งจากเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้น  พระองค์ต้องการให้เราได้ไตร่ตรองถึงความเป็นอนิจจังของโลกและสรรพสิ่งในโลก ด้วยเหตุนี้แทนที่พระองค์จะตอบคำถามว่าทำไม หรือเพราะอะไร พระองค์กลับเชิญชวนให้ทุกคนกลับใจใช้โทษบาป ที่เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นกับชนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนบาปมากกว่าเรา แต่เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นจากธรรมชาติความเป็นอนิจจังของโลกและสรรพสิ่งอยู่แล้ว มีเกิดก็มีตาย มีความเจริญก็มีวันเสื่อมสลาย มีหนุ่มสาวและมีความชราภาพ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกระบวนการนี้หลังจากมนุษย์ตกในบาปแล้ว เนื่องจากโลกเป็นอนิจจังอย่างนี้ พระเยซูเจ้าจึงเตือนให้เราดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ เพราะทุกคนเป็นคนบาปต้องการกลับใจใช้โทษบาปทั้งสิ้น

หลังจากเล่าเรื่องเหตุการณ์ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลา ชวนให้กลับใจใช้โทษบาปแล้ว นักบุญลูกาได้เล่าเรื่องต้นมะเดื่อเทศไร้ผล ท่านเน้นเรื่องความเพียรทนของพระเจ้าที่มีต่อความบาปผิดของเรามนุษย์ และท่านยังระบุเวลา 3 ปี ซึ่งตรงกับระยะเวลา 3 ปีที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงออกมาเทศน์สอนจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเจ้าเสด็จมาตักเตือนเทศน์สอนมนุษย์ด้วยพระองค์เอง ประทานเครื่องหมายแห่งกาลเวลา สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปโทษของมนุษยชาติ อีกทั้งยังให้เวลาให้โอกาสมนุษย์มากมาย เพื่อให้มนุษย์กลับใจได้รับความรอดพ้น แต่ยังมีมนุษย์จำนวนมากมายไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เราจึงเห็นได้ว่ามนุษย์สมควรพินาศ แต่พระเจ้ายังให้โอกาสและเพียรทนต่อเราอยู่เสมอ พระวาจาของพระเจ้าจึงเตือนใจเราให้ใช้เวลาและโอกาสที่พระองค์ประทานให้ ในการกลับใจใช้โทษบาปเพื่อเราจะได้รับความรอดพ้น.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

*******************************************************************************

ประกาศ

  1. ในเทศกาลมหาพรตมีเดินรูป 14 ภาคก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ วันเสาร์เวลา 19.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 45 น. ส่วนกิจศรัทธาอื่นของดไป ให้พี่น้องทำส่วนตัวในเทศกาลมหาพรต
  2. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตไปไว้ที่บ้าน เพื่อออมเงินที่ได้จาก การทำพลีกรรม จำศีลอดอาหาร การเสียสละเรื่องอื่นๆ และเงินที่พี่น้องปรารถนาที่จะช่วยผู้ด้อยโอกาส แล้วนำมาคืนที่วัดหลังจากจบเทศกาลมหาพรต
  3. วันเสาร์ที่ 6 เม.ย.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 7 เม.ย. 2019 เป็นวันอาทตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างเด็ก ผู้ที่ปรารถนาจะนำลูกหลานมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลล่วงหน้าและส่งข้อมูลล่วงหน้าด้วย
  5. วันอาทิตย์ที่ 7  เม.ย. 2019 ประชุมสภาภิบาล เวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
  6. ทางวัดจัดค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ปีนี้มีเด็กมาเรียนคำสอนประมาณ 30- 40 คน พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในค่ายคำสอน ทำได้ที่ตู้ทานกลางวัด

 

Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต

สารวัด ฉบับที่ 151218   วันอาทิตย์ที่  10  มีนาคม  ค.ศ.2019

Saturday, March 9th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

“จงระลึกถึงวันในอดีต วันที่ท่านสู้ทนความทุกข์ทรมานมากมายหลังจากที่ได้รับความสว่าง บางครั้งท่านก็ถูกประจานให้อับอาย และถูกข่มเหงอย่างเปิดเผย บางครั้งท่านก็ร่วมทุกข์กับผู้ที่รับชะตากรรมเดียวกัน” (ฮบ10:32-33) พ่อคิดว่าเรื่องที่บทจดหมายถึงชาวฮีบรูกล่าวถึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ในบทจดหมาย ถึงชาวฮีบรูเตือนใจเราว่าจงระลึกถึงวันในอดีต…… หลังจากที่ได้รับความสว่างแล้ว เพราะโดยธรรมชาติของเรามนุษย์ยามที่เราได้รับความทุกข์ในชีวิตเราจะโอดครวญ ขอความช่วยเหลือ เมื่อความทุกข์ยากลำบากต่างๆผ่านพ้นไปแล้ว เข้าสู่สภาวะปกติชีวิตสุขสบายขึ้น เราก็จะเริ่มลืมเลือนความทุกข์ยากลำบากที่เราต้องทนทรมานมา ลืมความช่วยเหลือต่างๆ ลืมแม้กระทั่งการร่วมทุกข์ร่วมสุขที่เคยร่วมกันมา และจะเริ่มปล่อยตัวตามธรรมชาติอย่างที่เคยเป็น ในบทจดหมายถึงชาวฮีบรู เตือนเราให้คิดถึงความขื่นขมความมืดมนความน่าทุเรศอันเกิดจากบาปเพื่อเราจะได้ระลึกความดีงามความเมตตาความรักของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยมนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น เป็นคนรู้คุณพระเจ้ารู้จักขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอ ผู้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้ เขาจะดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบเพื่อชีวิตของเขาจะได้ไม่เข้าไปอยู่ในวังวนของบาปและความเลวร้ายแบบเดิมๆอีก

ผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรูพยายามเตือนความทรงจำชาวฮีบรูถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา พวกเขาเคยทาสของชาวอียิปต์พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานถูกข่มเหง เวลานั้นพวกเขาร้องเรียกหาพระเจ้าด้วยความเชื่อความศรัทธา จนในที่สุดพระเจ้าทรงเมตตา ส่งโมเสสและอาโรนมาช่วยพวกเขาให้พ้นจากเหตุการณ์เลวร้ายนั้น เราจะสังเกตได้ว่าในช่วงแรกๆก่อนจะออกจากประเทศอียิปต์พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พระเจ้าสั่งผ่านทางโมเสสให้พวกเขาทำอะไรเขาก็ทำ แต่หลังจากที่พวกเขาออกจากประเทศอียิปต์พ้นจากการเป็นทาสได้ไม่นาน พวกเขาก็ลืมความทุกข์ระทมที่เคยได้รับจนหมดสิ้น และเริ่มหันไปเล่นงานโมเสสและต่อว่าพระเจ้าไม่ใช่ครั้งเดียวแต่บ่อยครั้งมากๆ เพราะใจดื้อกระด้างแบบนี้ทำให้พวกเขาต้องเดินทางในทะเลทรายถึง 40 ปีกว่าจะเข้าถึงดินแดนพระสัญญา

พี่น้องชุมชนความเชื่อวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้ามาถึงปีที่ 50 วัดพระ ชนนีของพระเป็นเจ้ามาถึงปีที่ 25 จนต้องมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่พอสมควร พวกเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาล บรรพบุรุษของเราได้สละหยาดเหงื่อแรงกายไว้ที่นี่มากมาย วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้านับว่าโชคดีมากๆที่ไม่มีปัญหามากมายอะไรนัก แต่ก็เคยพบชะตากรรมอันเลวร้ายมาบ้างเหมือนกัน หลายคนเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมฟันฝ่าอุปสรรค์ด้วยกันมา เรายังจำเรื่องราวต่างๆเหล่านั้นได้หรือเปล่าหรือว่าลืมมันไปหมดแล้ว ชาวฮีบรูหลังจากพ้นจากเป็นทาสของชาวอียิปต์ไม่นาน ยังไม่ทันเป็นชาติเลยเพราะยังไม่ได้รับพระบัญญัติ 10 ประการที่ถือว่าเป็นกฎหมาย ยังเดินทางไม่ถึงฝั่งฝันอันเป็นดินแดนแห่งพระสัญญา พวกเขาก็ละทิ้งพระเจ้า ไปทำวัวโลหะขึ้นมากราบไหวเป็นพระเจ้าเสียแล้ว  เขาไปเล่นงานโมเสสหลายต่อหลายครั้งจนโมเสสผู้นำของพวกเขาแทบทนไม่ไหว พี่น้องเราลืมประวัติศาสตร์เรื่องราวในอดีต เรื่องราวความทุกข์ระทมที่เคยได้รับไปแล้วหรือยัง ถ้าไม่ระลึกถึงหรือลืมไปแล้วใจของเราจะเป็นกบฎเหมือนกับพวกชาวฮีบรู พ่อจึงเขียนบทความนี้ เตือนความทรงจำของพวกเราเหมือนกับผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรู เราอย่าลืมความชอกช้ำความทุกข์ระทมอันเกิดจากบาปหลังจากที่เราไปแก้บาปและได้รับการอภัย เราอย่าลืมความทุกข์ระทมที่เคยร่วมเผชิญกันมาไม่เช่นนั้นใจของเราอาจคิดกบฎขึ้นมาได้.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การประจญในชีวิตมนุษย์

เมื่อคิดถึงการประจญที่ พระเยซูคริสตเจ้าประสบในถิ่นทุรกันดาร ทำให้คิดถึงตอนเป็นเด็กๆเมื่อเริ่มเรียนคำสอน ครูคำสอนเคยเล่านิทานธรรมให้ฟังว่า วันหนึ่งผีปีศาจมันออกมาท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์ พอพวกมันเห็นเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นรูปตัวทีใหญ่ภาษาอังกฤษ ลักษณะคล้ายไม้กางเขนพวกมันโกรธกันใหญ่ และพวกมันได้ใช้อำนาจที่พวกมันมีทำลายเสาไฟฟ้าไปมากมาย ครูคำสอนท่านนั้นถามว่ารู้ไหมว่าทำไมผีปีศาจจึงไม่ชอบเสาไฟฟ้า ตอนนั้นพวกเรายังเป็นเด็กเกินกว่าจะเข้าได้ ครูคำสอนจึงเฉลยว่า ก็เพราะ มันเคยพ่ายแพ้พระเป็นเจ้าอย่างราบคาบด้วยไม้กากบาทแบบนี้มา แล้ว  เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผีปีศาจจึงอาจหาญมาประจญพระเยซูคริสตเจ้า เพราะว่าพวกมันรู้ว่าพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และกำลังมาช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากการเป็นทาสของมัน มันจึงมาหยั่งเชิงพระองค์ในฐานะเป็นมนุษย์ว่า มันพอจะมีทางเอาชนะบ้างหรือไม่ ถ้าได้มันจะพยายามทำทุกวิธีการที่จะเอาชนะ ไม่ว่าใครหรืออะไรก็ตามที่อยู่ฝ่ายพระเป็นเจ้าหรือเป็นของพระองค์

สิ่งที่เล่ามาข้างต้นทำให้เราต้องคิดถึงสิ่งดีๆทั้งหลาย ชุมชนวัดหรือวัดไหนที่มีสัตบุรุษดีๆมีน้ำใจ รักกันช่วยเหลือกัน ช่วยเหลือพระศาสนจักร ครอบครัวไหนที่ศรัทธารักใคร่ปรองดองมีความสุข คนดีมีน้ำใจทั้งหลาย ฯลฯ ทุกเรื่อง ทุกสิ่ง ทุกที่ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้าให้เป็นจริงและเข้มแข็ง ยิ่งดีมีพลังมากเท่าไรต้องระวังให้จงหนัก เพราะผีปีศาจมันไม่ชอบ  มันจะค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในใจของคนบางคนที่อ่อนแอที่สุด และทำให้คนๆนั้นตกเป็นเครื่องมือของมันโดยไม่รู้ตัว ในการทำลายความรักความปรองดอง ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นพลังยิ่งใหญ่ของการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระองค์ “ถ้าอาณาจักรหนึ่งแตกแยก อาณาจักรนั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้” (มก.3:24) ถ้าภาพของพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความรัก ความเมตตา ความยุติธรรม สันติสุข และความชื่นชมยินดีปรากฏขึ้นเมื่อไร ก็แสดงว่าพวกมันพ่ายแพ้พระเป็นเจ้าแล้ว

“จงสั่งให้หินก้อนนี้กลายเป็นขนมปังเถิด………ข้าพเจ้าจะให้อำนาจและความรุ่งเรืองของอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมดแก่ท่าน……..ถ้าท่านนมัสการข้าพเจ้า….จงกระโจนลงไปเบื้องล่างเถิด… พระเจ้าจะทรงสั่งทูตสวรรค์ให้พิทักษ์รักษาท่าน” (ลก.4:2-10) จากเล่ห์กลที่ปีศาจใช้ทำให้เราทราบว่า มันจะใช้ทุกเรื่องในชีวิตผจญเรา ไม่ว่าจะเป็นรัก โลภ โกรธ หลง แม้กระทั่งความดีมีน้ำใจของเรา ถ้าเราไม่ระวังตัวและย่อมให้มันแทรกแซงเข้ามาในชีวิตของเรา อาทิ ลูกของฉันใครอย่าแตะ พ่อแม่ของฉันก็เหมือนกัน โดยที่มันจะใช้ความรักที่เรามีต่อคนในครอบครัวนี่แหละ บดบังความถูกต้องไว้ จนวันหนึ่งเราจะทำการอะไรสักอย่างโดยไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี สามีภรรยารักกันอยู่ดีๆแต่ด้วยความดีมีน้ำใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันจะใส่ความหวาดระแวงเข้ามา ทำไมต้องไปช่วยคนนั้น คนนี้ มีอะไรกันหรือเปล่าฯลฯ เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้ว เราต้องดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวด้วยสติและใจที่หนักแน่นมั่นคง วอนขอพลังความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้าเสมอ มีพระวาจาของพระเจ้าเป็นดั่งประทีปนำทางเช่นเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า เพื่อเราจะสามารถชนะการผจญเช่นเดียวกับพระองค์.

พระเจ้าสถิตกับท่าน 

                                                          คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

ประกาศ

  1. ในเทศกาลมหาพรตมีเดินรูป 14 ภาค ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ วันเสาร์เวลา 19.00 น. วันอาทิตย์ เวลา  45 น. ส่วนกิจศรัทธาอื่นของดไป ให้พี่น้องทำส่วนตัวในเทศกาลมหาพรต
  2. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตไปไว้ที่บ้าน เพื่อออมเงินที่ได้จากการทำพลีกรรมจำศีลอดอาหารการเสียสละเรื่องอื่นๆ และเงินที่พี่น้องปรารถนาที่จะช่วยผู้ด้อยโอกาส แล้วนำมาคืนที่วัดหลังจากจบเทศกาลมหาพรต
  3. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค.  2019 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ในปีนี้จะเริ่ม วันที่ 21 มี.ค จนถึงประมาณ 25 เม.ย 2019 ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ความต้องการรถรับส่งได้ที่หน้าวัด
  1. การซ่อมแซมวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจกันในด้านต่างๆจนสำเร็จ ขอพระเจ้าตอบแทนน้ำใจดีของพี่น้องทุกท่าน ถ้าผู้ใดต้องการช่วยค่าซ่อมแซมวัดครั้งนี้มอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด

      ประกาศแต่งงาน

ระหว่าง                        นาย จุฑา ธรรมจินดา

บุตร               นาย จิตตวัฒน์ และ นาง โกสุม ธรรมจินดา

กับ                        มารีอา ณัฎฐ์ชพิทย์ สุรนันทชัย

บุตรี             ยอแซฟ บุญช่วย และ นาง ศรีจันทร์ สุรนันทชัย

ประกอบพิธีวันเสาร์ที่ 16  มี.ค. 2019 เวลา 10.00 น.

ถ้าผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆ ต้องแจ้งให้พ่อเจ้าวัดทราบ

 

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี

//////////////////////////////////////////////////////////////////////

สารวัด ฉบับที่ 151217 วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 2019

Tuesday, March 5th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

            เทศกาลแห่งการ ลด ละ เลิก คริสตชนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเทศกาลมหาพรตเป็นเทศกาลแบบนี้ แต่ถ้าเราสังเกตดูจากกิจการที่พระศาสนจักรสั่งให้เราคริสตชนปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต การอธิษฐานภาวนา การทำพลีกรรมและจำศีลอดอาหาร การให้ทาน ทำกิจเมตตาต่างๆ เราจะพบว่าความจริงการ ลด ละ เลิก เป็นส่วนหนึ่งของเทศการมหาพรตเท่านั้น และถ้าเราพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงจิตตารมณ์ของกิจการต่างๆ เราจะพบเทศกาลมหาพรตเป็นเทศกาลที่เน้นการปฏิบัติมากกว่าการ ลด ละ เลิก อาทิ การทำพลีกรรมและการจำศีลอดอาหาร ดูจากลักษณะของกิจการ ก็น่าจะเป็นการ ลด ละ เลิก เราต้องบังคับตนเองมากขึ้นไม่ให้ติดใจอยู่กับความสะดวกสบาย ตัดใจจากสิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษเพื่อฝึกฝนการบังคับตัวบังคับใจตนเอง พิจารณาดูเผินๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นการ ลด ละ เลิก เท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาตามจิตตารมณ์เราจะพบว่ากิจการนี้มีอะไรมากกว่าที่เราคิดและเข้าใจ เพราะพระศาสนจักรสั่งไว้ว่า “สิ่งที่เราได้จากการทำพลีกรรมและจำศีลอดอาหาร ความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบายตามปกติที่เราเคยทำ เราต้องนำไปทำทานช่วยเหลือผู้อื่นเป็นต้น คนด้อยโอกาส” เช่น การดำเนินชีวิตกินอยู่ตามปกติ เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายต่อวัน 800 บาท ในเทศกาลมหาพรตหลังจากที่เราทำพลีกรรมและจำศีลอดอาหารแล้ว เราใช้เงินต่อวันเพียง 500 บาท ค่าใช้จ่ายที่ลดลงไปนี่แหละเราต้องนำไปทำทานหรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เมื่อเราพิจารณาเช่นนี้เราพบว่า เทศกาลมหาพรตเน้นเรื่องการปฏิบัติความดีกิจเมตตามากกว่าการ ลด ละ เลิก

การปฏิบัติตามพระบัญญัติของศาสนาต่างๆ ถ้าพิจารณาดีๆก็จะพบ ว่ามีลักษณะเดียวกัน ศาสนาพุทธศีล 5 มีเบญจศีลข้อห้าม และเบญจธรรมข้อพึงปฏิบัติ พระศาสนจักรคาทอลิกเวลาที่สอนคำสอนเกี่ยวเรื่องพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า และพระศาสนจักร เราต้องสอนข้อพึงปฏิบัติด้วยเช่นเดียวกัน อาทิ คุณธรรมหรือฤทธิกุศลต่างๆ ความเชื่อ ความวางใจ ความรัก ความยุติธรรม ความฉลาด ความเข้มแข็ง ความมัธยัสถ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้นการถือตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าและพระศาสนจักร เราจึงไม่ได้คิดถึงเพียงข้อห้ามอย่างเดียว อย่าทำอย่างนี้นะเป็นบาป อย่าทำอย่างนั้นนะเป็นบาป แต่เราต้องคิดถึงข้อพึงปฏิบัติด้วยว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเป็นคนดีขึ้นในด้านต่างได้เรื่อยๆ เพื่อเราจะได้สามารถเป็นคนดีบริบูรณ์อย่างที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงความดีบริบูรณ์

พระศาสนจักรพยายามทำให้กิจการหรือแบบฝึกฝนต่างๆ ในเทศกาลมหาพรตเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อเราจะได้เตรียมตัวเตรียมจิตใจสมโภชปัสกา การรับทนทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า พระศาสนจักรให้พวกเราเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรำพึงถึงเรื่องราวแห่งพระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า และชัยชนะในการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ ต้องการจะบอกกับเราว่าผ่านหนทางแห่งไม้กางเขน เราจึงสามารถพบกับความสว่างและความรอดพ้น วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต มีเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณในเทศกาลมหาพรต วันเสาร์เวลา 19.00 น. วันอาทิตย์เวลา 8.45 น. ทั้งนี้เพื่อทำให้การรำพึงการอธิษฐานภาวนาเป็นรูปธรรมชัดเจน การให้ทานทำกิจเมตตาต่างๆพระศาสนจักรให้มีกระบอกมหาพรต เพื่อออมเงินจากการทำพลีกรรมจำศีลอดอาหาร ไม่ใช่เพื่อให้พี่น้องทำบุญให้พระศาสนจักรเอาไปใช้  แต่เพื่อให้พี่น้องออมเงินจากการบังคบตนเองของพี่น้อง และเอามามอบให้พระศาสนจักรเมื่อจบเทศกาลมหาพรต หลังจากนั้นพระศาสนจักรจะนำเงินทั้งหมดนี้ไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คนยากจน ผ่านทางอัครสังฆมณฑลและทางเขต ในเขต 2 ของเรามีการบริหารจัดการโดยนำเงินไปช่วยองค์กรในเขต 2 ที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ลี้ภัย และเป็นทุนการศึกษาให้ลูกหลานของเราที่มีความจำเป็นต้องการความช่วยเหลือ ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้กิจการที่เราทำในเทศกาลมหาพรตเป็นรูปธรรมทั้งสิ้น.  

จากคุณพ่อเจ้าวัด

 ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การพูดจาและพลังในการสั่งสอน

            “เมื่อเขย่าตะแกรง ย่อยเหลือกากฉันใด เมื่อคนหนึ่งพูด ความบกพร่องของเขาก็ย่อมปรากฏออกมาฉันนั้น” (บสร.27:4) เมื่อได้ฟังได้อ่านพระคัมภีร์ทั้งหมดในวันนี้แล้ว เราคงมีความรู้สึกว่าแม้พระคัมภีร์จะถูกเขียนขึ้นมาเป็นเวลานานนับพันๆปี แต่ยังคงทันสมัยมีพลังในการสั่งสอนอยู่เสมอ ในปัจจุบันพวกเราคงเคยได้ยินว่า “ผู้ที่ฉลาดจริงจะไม่พูดมากเป็นต้นในเรื่องที่เขาไม่มีความชำนาญ แต่จะเป็นนักฟัง เพราะยิ่งพูดมากยิ่งผิดมาก” หรืออาจจะเคยได้ยินคำว่า คนนั้นคนนี้พูดแล้วต้องใช้ตะแกรงมาร่อนสักกี่ชั้นอะไรทำนองนี้ นี่ก็เป็นสำนวนที่คล้ายๆกัน “การสนทนาย่อมพิสูจน์นิสัยของมนุษย์” (บสร.27:5) เราเคยได้ยินสำนวนที่ว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้เตือนใจเราในเรื่องของการพูดจาและพลังในการสั่งสอน “แบบอย่างในการดำเนินชีวิตส่งเสียงดัง มีพลังมากกว่าคำพูด” เรื่องนี้แทบไม่ต้องพิสูจน์เพราะหลายๆคนคงมีประสบการณ์อยู่แล้ว นักเทศน์แม้จะมีวาทศิลป์เยี่ยมยอดเพียงใด ก็ทำได้เพียงแค่ให้ความสนุกบันเทิงเท่านั้น แต่สาระที่จะนำไปปฏิบัติการเทศน์สอนแบบนี้คงไม่มีพลังพอที่จะชักจูงผู้คนให้ปฏิบัติตาม หรืออาจจะทำได้เพียงทำให้คนหลงคารมเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

พี่น้องหลายๆคนคงเคยประสบปัญหาในเตือนสอนลูกหลาน และลูก หลานไม่เชื่อฟัง เมื่อเป็นเช่นนี้พี่น้องลองกลับไปพิจารณาดูว่า เราทำอะไร เรากำลังบ่นจนรำคาญหรือเรากำลังเตือนสอน ถ้าเราใช้วิธีการบ่นรับรองได้ว่าไม่ได้ผล ถ้าพิจารณาแล้วปรากฏว่าเราไม่ได้บ่นแต่ใช้วิธีการชักชวน ถ้าไม่ได้ผลอีกก็ต้องไปดูว่า เราเคยเป็นคนแบบไหนและมีแบบอย่างให้พวกเขาได้เห็นหรือ ไม่ สามีภรรยาคุณพ่อคุณแม่หลายท่านมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ สวดภาวนาแล้ว ก็เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นเขาไม่ได้ปฏิบัติอย่างที่ตนเองปฏิบัติ เริ่มบ่นว่าคนนั้นคนนี้หน้าตาก็บอกบุญไม่รับ  เชื่อเถอะครับถ้าทำแบบนี้คนในครอบครัวคนในบ้านเขาไม่มีวันปฏิบัติตามเราหรอก เพราะคนที่ไปร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ และสวดภาวนามา หน้าจะต้องอิ่มบุญและมีความสุข และเริ่มแสดงความรักความเมตตาต่อผู้อื่น ถ้าเรามีท่าทีแบบนี้แล้วถามถึงทุกข์สุขกับคนในครอบครัวด้วยหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส วันหนึ่งคนในครอบครัวของคุณก็จะเริ่มสงสัยว่าทำไมคุณจึงมีความสุขแบบนี้ และเขาจะปรารถนาที่จะมีความ สุขบ้าง และวันนั้นเขาจะมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ และสวดภาวนาเอง ไม่ใช่เพราะคำพูดดีๆของคุณนั้นหรอก แต่เพราะแบบอย่างที่คุณแสดงให้เขาเห็น มีพลังในการสั่งสอนมากกว่าคำพูดของคุณ

ความซื่อตรงในความคิดและกิจการเป็นเรื่องที่สำคัญในการสั่งสอน ในพระวรสารนักบุญลูกาบทที่ 6 ได้กล่าวถึงเรื่องทำนองนี้ไว้หลายตอน “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอกได้หรือ ทั้งคู่จะตกลงไปในคูมิใช่หรือ” (ลก.6:39)  “ท่านจะกล่าวแก่พี่น้องได้อย่างไรว่า…ให้ฉันเขี่ยเศษฟางออกจาก ตาของท่านเถิด ขณะที่ท่านไม่เห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเอง” (ลก.6:42) เมื่อได้อ่านได้ยินข้อความเหล่านี้พวกเรามักจะคิดถึงพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ ในปัจจุบันพวกเราจะคิดถึงพระสงฆ์ ผู้เทศน์ทั้งหลาย ความจริงบุคคลเหล่านี้ก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องเตือนใจตนเองบ่อยๆ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือพวกเราคริสตชนทุกคน ที่ต้องมีชีวิตเป็นพยานให้ผู้อื่น ได้รับรู้ความดีความรักความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ทุกคน และบรรดาผู้ที่มีหน้าที่ต้องตักเตือนสั่งสอนผู้อื่นทั้งหลาย ถ้าเรามีความซื่อตรงในความคิดและกิจการมีแบบอย่างที่งดงามให้เห็นประจักษ์ชัด แน่นอนที่สุดคำพูดการสั่งสอนการตักเตือนของเราจะมีพลังเป็นยอมรับของผู้คนทั้งหลาย.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประกา

  1. ในเทศกาลมหาพรตมีเดินรูป 14 ภาค ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ วันเสาร์เวลา 19.00 น. วันอาทิตย์ เวลา  45 น. ส่วนกิจศรัทธาอื่นของดไป ให้พี่น้องทำส่วนตัวในเทศกาลมหาพรต
  2. วันพุธที่ 6 มี.ค.  2019 เป็นวันพุธรับเถ้า เริ่มต้นเทศกาลมหาพรตขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาเสกและโปรยเถ้าเวลา 19.00 น. ด้วยและในวันนี้คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปต้องอดเนื้อหรือทำพลีกรรมอื่นๆทดแทน คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ถึง 59 ปีบริบูรณ์ต้องอดอาหาร การอดอาหารหมายถึง การรับทานอาหารอิ่มเพียงมื้อเดียว
  1. วันอาทิตย์ที่ 10 มี.ค. 2019 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  2. ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ในปีนี้จะเริ่ม วันที่ 21 มี.ค   จนถึงประมาณ 25 เม.ย 2019 ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ความต้องการรถรับส่งได้ที่หน้าวัด
  3. การซ่อมแซมวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังมิสซานี้ ขอให้พี่น้องช่วยกันขนหนังสือเอาไปไว้ที่หน้าวัด และช่วยกันจัดให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม

      ประกาศแต่งงาน

ระหว่าง                          นาย จุฑา ธรรมจินดา

บุตร                นาย จิตตวัฒน์ และ นาง โกสุม ธรรมจินดา

กับ                         มารีอา ณัฎฐ์ชพิทย์ สุรนันทชัย

บุตรี              ยอแซฟ บุญช่วย และ นาง ศรีจันทร์ สุรนันทชัย

ประกอบพิธีวันเสาร์ที่ 16  มี.ค. 2019 เวลา 10.00 น.

ถ้าผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆ ต้องแจ้งให้พ่อเจ้าวัดทราบ

 

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี  วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต