Posts Tagged ‘วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้ารังสิต’

สารวัด ฉบับที่ 151201 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Saturday, November 10th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

การกลับใจเป็นสิ่งจำเป็นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ในทางจิตวิทยาเขาเรียกกันว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตามพ่อเชื่อว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใครได้ นอกจากตนเองจะสมัครใจยินยอมเปลี่ยนเอง แม้แต่พระเจ้าผู้ทรง      สรรพานุภาพพระองค์สามารถทำได้ทุกสิ่ง ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่เปลี่ยนใครถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม เพราะพระเจ้าทรงสร้างเรามนุษย์มาด้วยความรัก และทรงประทานอิสรภาพให้มนุษย์ ทุกคน อีกทั้งทรงเคารพอิสรภาพที่ทรงประทานให้นั้น โดยให้มนุษย์เลือกปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติเลวด้วยการตัดสินใจของมนุษย์เอง พวกเราสังเกตุเห็นไหมว่าขนาดพระองค์ทรงยอมทนทรมานและสิ้นพระชนม์บน ไม้กางเขน เพื่อช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากบาปโทษทั้งมวล แต่ทำไมยังมีคนบาปคนไม่ดีอยู่บนโลกใบนี้อีก นี่ก็แสดงว่าพระองค์ไม่ได้ทรงบังคับใครให้เป็นคนดี ถ้าใครปรารถนาที่จะเป็นคนดีต้องตัดสินใจประพฤติดีทำดีด้วยตนเอง

ใครเล่าจะเปลี่ยนชีวิตใครได้ นอกจากคนๆนั้นเขาจะยอมรับความจริงแห่งตนและยอมเปลี่ยน เขาต้องสำรวจตัวเองและรับรู้ว่ากิจการที่ตนเองปฏิบัติอยู่นั้นมันนำความเดือดร้อนเสียหายมาให้กับตนเองและผู้อื่น กิจการนั้นมันนำความน่าทุเรศทุรังมาสู่ตัวเขาจึงสำนึกได้ว่าเขาจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น  เพื่อพฤติกรรมของเขาจะได้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคม และนำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น ถ้าคนเรายอมรับความจริงในตนเองที่เป็นความผิดบกพร่องได้ และยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น คนๆนั้นจะพบกับจุดเปลี่ยนแห่งชีวิตของตนและยอมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิต พ่อเรียนจิตวิทยามาพอสมควรอยู่พบว่ามีนักจิตวิทยาหลายท่านพยายามหาวิธีการ ทำให้มนุษย์รู้จักตนเองเพื่อจะได้สามารถชี้ทางสว่างให้มนุษย์เปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้นหรือกลับใจ แต่พ่อยังไม่เคยพบวิธีการไหนทำสำเร็จสักวิธีการเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อไม่เคยพบผู้ที่เข้าสู่กระบวนการทางจิตวิทยา แล้วเกิดการกลับใจเปลี่ยน แปลงชีวิตนะครับ  แน่นอนที่สุดพ่อเคยพบเห็นหลายท่านเหมือนกัน แต่เมื่อสอบถามแล้วพบว่ากระบวนการทางจิตวิทยาช่วยทำให้เขารู้จักตนเอง แต่การเปลี่ยนแปลงชีวิตการกลับใจมาจากคนๆนั้นที่ปรารถนาที่จะทำชีวิตของตนให้ดีขึ้น เพราะรู้ว่าชีวิตแบบเดิมมันไม่ดีสร้างความเสียหายให้ตนเองและผู้อื่น

ความผิดพลาดเป็นวิสัยของมนุษย์แต่การดื้อรั้นเป็นวิสัยของปีศาจ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปีศาจมันต้องตกนรกตลอดนิรันดร  เพราะพวกมันไม่ยอมสำนึกผิดกลับใจขอโทษพระเจ้า ซึ่งพระเจ้ายินดีที่จะให้อภัยเหล่าปีศาจอยู่แล้ว มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าพร้อมที่จะให้อภัย และแสดงความเมตตาของพระองค์อยู่เสมอ แต่น่าเสียดายมีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีความสำนึกผิดชอบชั่วดีอะไร พวกเขาเมินเฉยต่อพระเมตตาและความพร้อมที่จะให้อภัยของพระเจ้า จองหองคิดว่าตนเองดีอยู่แล้วจึงไม่เข้าไปพึ่งพระเมตตาของพระเจ้า ไม่วอนขอพระเมตตาจากพระองค์ บุคคลเช่นนี้อยู่ในอันตรายที่จะสูญเสียวิญญาณได้ง่ายๆ พระเยซูคริสตเจ้าจึงกำชับอย่างจริงจังว่า “บาปทุกชนิดพระเจ้าจะทรงให้อภัย แต่บาปที่ทำผิดต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลย” เพราะพระจิตเจ้าเป็นองค์ความจริง ใครก็ตามที่ทำผิดต่อความจริง ทำผิดแล้วไม่มีความสำนึกผิดไม่เคยคิดจะขอโทษพระเจ้า วอนขอพระเมตตาจากพระองค์คนๆนั้นจะได้รับการอภัยได้อย่างไร จึงสมควรแล้วที่บุคคลเช่นนี้ต้องได้รับโทษตามความผิดที่ตนได้กระทำไว้

จาก คุณพ่อเจ้าวัด 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มนุษย์มองดูภายนอกแต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรภายในจิตใจ

พระเยซูคริสตเจ้าทรงบริภาษบรรดาธรรมาจารย์อย่างรุนแรง จงระวังบรรดาธรรมาจารย์ ที่ชอบสวมเสื้อยาวเดินไปมา พอใจให้คนทั้งหลายคำนับตามลานสาธารณะ พอใจนั่งแถวหน้าในศาลาธรรม พอใจนั่งที่หัวโต๊ะในงานเลี้ยง (มก.12:38-39) อย่างนี้ คงไม่ใช่เพราะธรรมาจารย์ทุกคนต้องเป็นคนแบบนี้กันหมด แต่พระองค์ต้องการเตือนพวกเราให้ระวัง “อย่ามองคนแต่ภายนอก” เพราะคนบางคนชอบใช้วิธีการเหล่านี้ อาทิ ทำท่าศรัทธา ทำบุญอวดชาวบ้าน แต่งตัวหรูหรา ฯลฯ ในการดึงดูดความสนใจของผู้คน เพื่อเป็นบันไดทางสังคมและศาสนาก้าวสู่การมีหน้ามีตา ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความมีเกียรติ และตำแหน่งสูง โดยมีเบื้องหลังซับซ้อนแอบแฝงเพราะแท้ที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนดีอะไรเลย เมื่อพิจารณาการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในสังคมวันนี้ เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าพวกเขาทำกันเพื่ออะไร และทำไมพระเยซูคริสตเจ้าต้องบริภาษรุนแรงขนาดนี้

และนี่ก็คือคำตอบ คนพวกนี้กินบ้านของหญิงม่าย (มก.12:40) ที่พระเยซุคริสตเจ้าใช้ หญิงม่าย เพราะหญิงม่ายในสมัยของพระองค์ เป็นคนที่ลำบากไม่มีเกียรติศักดิ์ศรีในสังคม พระองค์จึงใช้หญิงม่ายเป็นตัวแทนของคนจน คนด้อยโอกาสทั้งหลาย เมื่อเราพิจารณาคำตอบที่พระเยซูคริสตเจ้าให้ไว้ เราจะทราบทันทีว่าคนพวกนี้ต้องการหน้าตา เกียรติยศ และตำแหน่งสูงๆไปเพื่ออะไร ถ้าได้มาเพื่อจะได้ทำตามจิตตารมณ์แห่งความยิ่งใหญ่ตามที่พระองค์สอน ผู้ใดปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นที่หนึ่งในหมู่ท่าน ก็ต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน (มก.10:43-44)       ก็ดีนะซิ และไม่ต้องลงทุนสร้างภาพขนาดนี้หรอก เพียงแค่เราลงมือปฏิบัติตามอย่างที่พระองค์สอนก็พอแล้ว แต่ที่สำคัญที่ต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง และตำแหน่งใหญ่โต เพื่อหาทางสบายโดยการเอารัดเอาเปรียบคดโกงชาติและผู้อื่น เป็นต้นผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่อย่าลืมว่าเสียงร้องของคนจนคนอ่อนแอขึ้นไปถึงพระกรรณของพระเจ้าแล้ว และพระองค์ก็ไม่ได้ทอดพระเนตรอย่างมนุษย์ แต่ทอดพระเนตรถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรา คนเหล่านี้จะรับโทษหนักกว่าคนอื่น (มก.12:40)

ด้วยเหตุนี้กิจการที่จะมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า ต้องเป็นกิจการที่มาจากน้ำใสใจจริง กิจการหน้าไหว้หลังหลอกตบตาพระองค์ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่มีน้ำใจดีทั้งหลายที่คอยช่วยเหลือพระศาสนจักร ก็อย่าคิดว่าพระเยซูคริสตเจ้าบริภาษพวกท่าน ถ้าพวกท่านทำกิจการต่างๆด้วยน้ำใจดีจริงใจปรารถนาที่จะช่วยพระศาสนจักร ช่วยผู้ด้อยโอกาส     จงทำต่อไปเพราะพระเจ้าจะอวยพรพวกท่าน ครอบครัว และกิจการพวกท่านด้วย เพราะทานของพวกท่านเป็นการให้ด้วยใจกว้าง จึงจัดได้ว่าเป็นทานที่มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระองค์เหมือนกัน

ทานของหญิงม่ายที่พระวรสารกล่าวถึง เป็นทานที่มาจากน้ำใสใจจริง และตามกำลังความสามารถ นางได้ให้ด้วยใจและสุดความสามารถของนาง ทานที่นางทำจึงมีคุณค่าที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ไม่ใช่นักคำนวณจึงไม่ได้ทอดพระเนตรเชิงปริมาณ แต่ทอดพระเนตรสิ่งที่มีอยู่ในส่วนลึกแห่งจิตใจของเรา พระเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราแม้แต่ชีวิตของพระองค์เองด้วยความรัก ความรักคำนวณเป็นเชิงปริมาณตวงวัดไม่ได้ เรามนุษย์จึงต้องตอบสนองความรักของพระองค์ดุจเดียวกัน โดยทำทุกอย่างถวายแด่พระองค์ด้วยความรัก และความจริงใจ

พระเจ้าสถิตกับท่าน                                        

                                                                              คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

************************************************************

ประกาศ

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ขอให้ทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด นำแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ ในเดือนตุลาคมมาส่งคืนที่วัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  3. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.  2018 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  6. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด       
  7. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้องไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด

สารวัด ฉบับที่ 151200 วันอาทตย์ที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Sunday, November 4th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คนเราเวลาอยากได้แล้วไม่ได้ อยากมีแล้วไม่มีอย่างคนอื่นเขา อยากเป็นแล้วไม่ได้เป็น ปัญหามันก็จะเกิดขึ้นเพราะนี่มันสัญชาติญาณของสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ท่านนักบุญยากอบท่านได้อธิบายถึงสาเหตุของความความวุ่นวายในกลุ่มคริสตชนว่า  “การต่อสู้และการทะเลาะวิวาทให้หมู่ท่านนั้นมาจากที่ใด มิใช่มาจากกิเลสตัญหาซึ่งต่อสู้อยู่ภายในท่านหรือ ท่านอยากได้ แต่ไม่ได้จึงฆ่ากัน ท่านอยากได้ แต่ไม่สมหวังจึงทะเลาะวิวาทและต่อสู้กัน ท่านไม่มีเพราะไม่ได้วอนขอ ท่านวอนขอ แต่ไม่ได้รับ เพราะท่านขอไม่ถูกต้อง คือวอนขอเพื่อนำไปตอบสนองกิเลสตัญหาของท่าน” (ยก.4:1-3) ท่านนักบุญยากอบได้มีประสบการณ์และได้สังเกตุเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในกลุ่มคริสตชน ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่าเป็นบทเรียนให้กับเราโดยที่เราไม่ต้องไปทอลองอีก พ่อคิดว่าการลองผิดลองถูกกับสิ่งที่ไม่ควรลองไม่ใช่เรื่องที่ดี ในเมื่อเรามีบทเรียนในอดีตอยู่แล้ว และผู้ที่เล่าถ่ายทอดประสบการณ์นี้เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ คือท่านนักบุญยากอบเอง

พี่น้องในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร เพราะเรามีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยสามารถบันทึก ส่งต่อ และรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นวิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินชีวิตของเรา จะเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลเหล่านั้น พ่อปรารถนาให้พี่น้องลองคิดถึงน้ำมันที่เราใช้ประกอบอาหาร ตอนพ่อเป็นเด็กๆเตี่ยและแม่ของพ่อใช้น้ำมันหมูในการประกอบอาหาร แต่สมัยนี้เราใช้น้ำมันอะไร “น้ำมันพืช” เพราะมีงานวิจัยที่มาจากทางอเมริกาและยุโรบซึ่งเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองได้มากที่สุด ออกมาบอกกับชาวโลกว่าน้ำมันที่มาจากสัตว์มีอันตราย เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน  เมื่อไม่นานมานี้ก็มีงานวิจัยงานหนึ่งออกมาบอกว่า “น้ำมันมะพร้าวเป็นยาพิษชัดๆ” แต่เผอิญว่าในเอเซียเป็นทวีปที่มีมะพร้าวเยอะมาก และประเทศที่มีมะพร้าวเยอะและใช้น้ำมันมะพร้าวกันมาก รวมตัวกันจัดสัมนาเรื่องประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว ออกมาโต้แย้งว่าทำไมไม่มาดูข้อมูลของคนที่ตายเพราะโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งมีน้อยมากในประเทศที่ใช้น้ำมันมะพร้าวในการประกอบอาหาร จึงมีการทำวิจัยใหม่จากแหล่งทุนใหม่ปรากฏว่าผลวิจัยออกมาเป็นตรงกันข้าม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเนย น้ำมันหมูเป็นน้ำมันดีติดลำดับ 1 ใน 5 ตลอด นี่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การรับรู้ข้อมูล ต้องดูจากแหล่งทุน แหล่งที่มาของข้อมูล ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่และมีผลประโยชน์อะไรกันอย่างไรหรือไม่

พี่น้องสิ่งที่พ่อเขียนไว้ในตอนต้นนักบุญยอกท่านบอกว่ามันมากจาก ความโลภ ความอิจฉารัษยา ความทะเยอทะยาน กิเลสตัญหาในตัวเรา พี่น้องเห็นไหมครับว่ามันตรงกับบาปต้นเจ็ดประการ ซึ่งเราจำเป็นต้องบังคับตัวเราให้มากๆไว้ อย่าปล่อยตัวไปตามสัญชาติญาณ การรับข้อมูลข่าวสารก็เช่นเดียวกันต้องมีวิจารณญาณมากๆ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องดูที่มาของข้อมูลว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ ความน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือมันก็จะย้อนกับถึงผลปรโยชน์ที่ได้รับและต้องเสียไป ความโลภ ความทะเยอทะยาน ฯลฯ มันวนไปเวียนมาเหมือนงูกินหาง ซึ่งมันจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา เราจึงต้องพิจารณาไตร่ตรองข่าวสารข้อมูลที่เราได้รับมาอย่างดีและรอบคอบ เพื่อเราจะได้ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ และตกเป็นเหยื่อของผู้ที่กำลังแสวงหาผลประโยชน์จากการปล่อยข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วในปัจจุบัน

จากคุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

พระเจ้าปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดพ้น

ตั้งแต่สร้างมนุษย์พระประสงค์ของพระเจ้านั้นชัดเจน สร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ให้มีความสุขในสวนสวรรค์”(ปฐก.1:26) แม้กระทั่งมนุษย์ตกในบาปพระองค์ก็ไม่ทรงทอดทิ้ง แต่ทรงทำพันธสัญญากับมนุษย์ว่า วันหนึ่งพระองค์จะทรงกอบกู้มนุษย์ทุกคนให้ได้รับความรอดพ้น คืนสิทธิความเป็นบุตรของพระเจ้าให้ จากพันธสัญญานี้พระองค์ทรงทำทุกวิถีทาง เพื่อให้มนุษย์แน่ใจในพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำไว้กับเรามนุษย์ จากการวางรากฐานประชากรของพระเจ้า ทรงมอบพระบัญญัติ 10 ประการ จากคำทำนายของบรรดาประกาศก จนกระทั้งพระเจ้าทรงประทานพระบุตรสุดที่รักแต่องค์เดียวของพระองค์ ให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ผู้ต่ำต้อย ยอมรับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพ เพื่อช่วยมนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น พี่น้องที่รักยิ่ง จงดูเถิดว่า ความรักที่พระบิดาประทานให้เรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เพื่อทำให้เราได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า และเราก็เป็นเช่นนั้นจริง”(1 ยน.3:1)

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเราจึงสามารถกล่าวได้ว่า พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดพ้น หลายๆคนเมื่อคิดถึงการไถ่มนุษยชาติให้พ้นจากบาป ก็คิดว่าในเมื่อพระเยซูคริสตเจ้า โดยการยอมรับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพ ได้ไถ่มนุษยชาติให้พ้นบาปจากแล้ว มนุษย์จะต้องทำอะไรอีก ทำไมต้องประทานบทบัญญัติแห่งความรัก ประทานแนวทางในการปฏิบัติเพื่อจะได้รับความรอดพ้น ในมหาบุญลาภ 8 ประการ และแบบเอย่างในการดำเนินชีวิตให้แก่มนุษย์อีก คำตอบก็คือถ้าความรอดพ้นของมนุษย์เป็นแบบเบ็ดเสร็จ พระเยซูคริสตเจ้าชดบาปไปหมดแล้วมนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ได้รับความรอดพ้นแล้ว ความรอดพ้นจะมีคุณค่าอะไรสำหรับเรา มันก็คงจะเหมือนการสอบที่ใครเข้าสอบก็ได้ที่หนึ่งเท่ากันหมด เหมือนกับการแข่งกีฬาที่ใครลงแข่งก็ได้เหรียญทองทุกคน แล้วเราจะดีใจหรือไม่ที่เราได้ที่หนึ่ง หรือได้เหรียญทอง สิ่งเหล่านี้จะมีค่าอะไรสำหรับเรา

แต่เนื่องจากว่าพระเจ้าทรงรัก และเคารพต่ออิสรภาพในการตัดสินใจเลือกของมนุษย์ ปรารถนาให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีสมภาคภูมิ สมกับเป็นบุตรของพระองค์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่เหมือนกับสิ่งสร้างอื่นๆที่มีชีวิตอยู่ตามสัญชาติญาณ เพราะมนุษย์ดำเนินชีวิตด้วยน้ำใจอิสระ พระองค์จึงทรงใช้วิธีการเชิญชวนทรงเรียกเราให้มาดำเนินชีวิตบนหนทางของพระองค์ เพื่อจะได้บรรลุความศักดิ์สิทธิ์ได้รับความรอดพ้น มีความสุขกับพระองค์ในพระอาณาจักรสวรรค์ ดังนั้นพระกระแสเรียกอันเป็นปฐมของมนุษย์ทุกคน ก็คือพระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ทุกคนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เป็นนักบุญ และไม่ใช่ทรงเรียกเท่านั้นแต่ยังทรงประทานความช่วยเหลือและแนวทางให้มากมาย เป็นต้น พระวาจาของพระเจ้า และศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่น่าเสียดายที่มนุษย์จำนวนหนึ่งไม่ตอบสนองการเรียกของพระองค์

วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย แสดงให้เราเห็นว่ามีมนุษย์จำมากมาย เห็นคุณค่าตอบสนองคำเชื้อเชิญ การเรียกของพระเจ้า บัดนี้พวกท่านได้รับความรอดพ้นแล้ว เราจึงต้องเลียนแบบพวกท่านในการตอบสนองคำเชื้อเชิญ การเรียกของพระเจ้า มาดำเนินชีวิตบนหนทางของพระองค์ เพื่อเราจะได้รับความรอดพ้นเช่นเดียวกับพวกท่าน

 

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ประกาศ

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ขอให้ทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด นำแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ ในเดือนตุลาคมมาส่งคืนที่วัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  3. วันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย. 2018 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.  2018 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. ชมรมผู้สูงอายุเขต 2 จัดแสวงบุญ ศุนย์คามิลเลียนโซเชียล เซ็นเตอร์ ระยอง และมูลนิธิคุณพ่อเรย์ พัทยา วันเสาร์ที่ 17 พ.ย. 2018 ผู้สนใจจะไปลงชื่อได้ที่หน้าวัด

สารวัด ฉบับที่ 151198 วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2018

Sunday, October 21st, 2018

การแพร่ธรรม หัวใจ ความเชื่อของคริสตชน

บอกเล่าให้ฟัง

สันติสุขของชุมชนแห่งความเชื่อ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง พ่อเชื่อว่าพี่น้องทุกๆท่านปรารถนาจะมีชุมชนแห่งความเชื่อที่มีความสงบสุข ทำให้พ่อคิดถึงพระวาจาของพระเจ้าจากพระวรสารนักบุญลูกา บทเพลงของเศคาริยาห์ “ทรงช่วยเราให้พ้นเงื้อมมือของศัตรู เพื่อรับใช้พระองค์โดยปราศจากความหวาดกลัวใดๆ”  หลังจากที่ท่านเศคาริยาห์มีประสบการณ์กับพระเจ้า จากเหตุการณ์การกำเนิดมาของนักบุญยอห์นบัปติสตา ท่านได้สวดเพลงสุดดีบทหนึ่งสรรเสริญพระเจ้า และในเพลงสดุดีที่ท่านสวด ท่านได้แสดงความเบิกบานใจอย่างที่สุดว่า เนื่องจากพระเจ้าที่ท่านรักและนมัสการทรงสรรพานุภาพและทรงความดีเช่นนี้ ต่อจากนี้ท่านสบายใจได้แล้วเพราะท่านสามารถรับใช้พระเจ้าที่ท่านรักและเคารพ โดยปราศจากความหวาดกลัวสิ่งใดๆทั้งสิ้น พ่อคิดว่านี่เป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของการมาปฏิบัติศาสนกิจ เรามาวัดแล้วต้องมีความสุขมีความเบิกบานใจ ปราศจากความกังวลและความรำคาญใจใดๆ

สันติสุขอย่างที่กล่าวมานี้ จะเกิดในชุมชนแห่งความเชื่อของเราได้อย่างไร พ่อไม่ทราบว่าทำไมพระคุณเจ้าจึงให้พ่อกลับมาที่วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าอีกครั้ง แต่วิธีคิดของพ่อเมื่อถูกส่งให้ไปอยู่ที่ไหน ถ้าผู้ใหญ่ไม่ได้บอกอะไรตรงไปตรงมาว่าให้พ่อไปทำอะไร พ่อก็จะพยายามสังเกตุดูสถานการณ์ที่นั่นว่าเป็นอย่างไร เมื่อเห็นแล้วพ่อคิดว่าการนำสันติสุขกลับสู่ชุมชนแห่งความเชื่อ น่าจะเป็นพันธกิจหนึ่งที่สำคัญของพ่อ ซึ่งพ่อก็พยายามสุดความสามารถที่จะนำกลับมา แต่เรื่องนี้พ่อไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกๆฝ่ายทุกๆคน ที่มีจิตสำนึกและความปรารถนาหนึ่งเดียวกัน นั่นก็คือปรารถนาให้ชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้มีความสงบสุข อะไรที่ร่วมมือได้ต้องให้ความร่วมมือ อะไรที่ทำได้ต้องช่วยกันทำ อะไรที่เป็นอุปสรรค์ต้องช่วยกันสะสาง โดยมีเป้าหมายหนึ่งเดียวกัน เพื่อความสงบสุขของชุมชนแห่งความเชื่อนี้

พี่น้อง พ่อเห็นบรรยากาศในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา พ่อรู้สึกว่ามีคนมาวัดของเรามากขึ้น หลังมิสซาก็เห็นคนอยู่ทานโน้นทานนี่ดื่มนั่นดื่มนี่ พูดคุยกันมากขึ้น และมีหลายคนอยู่ต่อที่วัดช่วยทำโน้นทำนี่ พ่อคิดว่าบรรยากาศของวัดเราค่อยๆดีขึ้นแล้วนะครับ เราต้องช่วยกันร่วมมือกันต่อไป คิดถึงบรรยากาศเดิมๆที่มีคนอยู่อ่านพระคัมภีร์ร่วม กันเต็มศาลาเรือนไทย เด็กๆก็มานั่งสวดนั่งคุยกันที่เต็นท์เก่าๆ เวลามีคุณพ่อมาเทศน์มิสชัน ต้องการพูดคุยกับสัตบุรุษเรื่องงานประกาศข่าวดี ให้พ่อรวมสัตบุรุษให้ พ่อบอกกับพ่อท่านนั้นว่า “ไม่ต้องรวมพ่อมาร่วมแบ่งปันกับพวกเขาได้เลย” คุณพ่อท่านนั้นมาร่วมแล้วก็ประทับ ใจกลับไป มีนักบวชหลายคณะบ้านเณรต่างๆมาหากระแสเรียกก็ไม่ต้องรวมเด็กเพราะเด็กรวมตัวกันอยู่แล้ว มาพูดคุยกับเด็กได้เลย แต่ต้องพูดเรื่องกระแสเรียกทั่วไป แล้วจึงพูดถึงพันธกิจของคณะของตนและเชิญชวนเด็ก บรรยากาศแบบนี้เคยเกิดขึ้นและมีอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้มันหายไปแล้วครับและพ่อก็เสียดายพยายามนำมันกลับคืนมา พ่อเชื่อแน่ว่าถ้าพวกเราปรารถนาจะให้วัดของเรามีบรรยากาศแบบนี้  เราสามารถสร้างขึ้นได้อีก เพียงแต่ว่าเราต้องเสียสละต้องช่วยกันต้องร่วม มือกัน เพราะเราเคยทำสำเร็จมาแล้ว.     

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

***********************************************

ผู้ยิ่งใหญ่ตามทางโลกและทางธรรม

ผู้ยิ่งใหญ่ทางโลกและทางธรรม เป็นแนวความคิดที่แตกต่างและสวนทางกันโดยสิ้นเชิง จากประสบการณ์ที่เราสัมผัสได้ในชีวิตจริง ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ใช่การมีอำนาจสั่งการ แต่เป็นความ สามารถในการครองใจคน ด้วยเหตุนี้ “ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงต้องสามารถนั่งในใจของคน ไม่ใช่นั่งบนหัวคนอื่น” พระเยซูคริสตเจ้าทรงชี้ประเด็นให้เราเห็นความแตกต่าง ระหว่างผู้ยิ่งใหญ่ตามประสาโลก และผู้ยิ่งใหญ่ตามจิตตารมณ์พระวรสารอย่างชัดเจน “ท่านทั้งหลายย่อมรู้ว่า คนต่างชาติที่คิดว่าตนเป็นหัวหน้า…..เป็นเจ้านายเหนือผู้อื่น และ….ใช้อำนาจบังคับ แต่ท่านทั้งหลาย……..ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่ จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นคนที่หนึ่ง….ก็จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน” (มก.10:42-44) คำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าในเรื่องนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จทางธรรมเท่านั้น แม้แต่ทางโลกเองเราจะพบว่าสถานประกอบการที่ให้บริการด้วยความสุภาพอ่อนน้อม หรือผู้ที่ประกอบอาชีพใดๆไม่ว่าที่ประกอบอาชีพของตนตามแนวทางที่พระเยซูคริสตเจ้าสอน จะประสบความสำเร็จในกิจการนั้นๆเสมอ

ผู้รับใช้ตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า หมายถึงผู้ที่สละตนเองอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น หรือเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม และพระองค์เองก็คือผู้รับใช้ตามที่พระองค์สอนเพราะพระองค์มิได้สอนเพียงทฤษฎี แต่พระองค์ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างให้เราปฏิบัติตามพระองค์  “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์”(มก.10:45) พระองค์ยอมมอบชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากบาปโทษทั้งปวง “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบ….จะถูกสบประมาท เยาะเย้ย ถ่มน้ำลายรด โบยตี และฆ่าเสีย” (มก.10:33-34) ในระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้ายตามที่นักบุญยอห์นบันทึกไว้ พระองค์ทรงให้แบบอย่างที่ชัดเจนในการล้างเท้าอัครสาวกและสั่งให้อัครสาวกปฏิบัติตาม  “ท่านทั้ง หลายเรียกเราว่าอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ถูกแล้ว เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในเมื่อเราซึ่งเป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและอาจารย์ยังล้างเท้าให้ท่าน ท่านก็ต้องล้างเท้าให้กันและกันด้วย เราวางแบบอย่างไว้ให้แล้ว ท่านจะได้ทำเหมือนที่เราทำกับท่าน” (ยน.13:14-15)

พระวรสารที่เราได้ฟังได้อ่านในวันนี้สะท้อนให้เห็น ปัญหาทีเกิดขึ้นในหมู่อัครสาวก เพราะพวกท่านดำเนินชีวิตตามประสาโลกและพระเยซูคริสตเจ้าพยายามสอนให้พวกท่านเข้าใจวิถีทางของพระ องค์ แต่เวลานั้นพวกท่านยังไม่เข้าใจเพราะพวกท่านยังคงคิดถึงความยิ่งใหญ่ตามประสาโลกอยู่เหมือนเดิม ทำให้เราทราบถึงรากเหง้าของปัญหาในสังคมและในครอบครัวของเรา ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตตามประสาโลก มีความมักใหญ่ใฝ่สูง แกร่งแย่งแข่งขัน จองหอง ผิดไม่ได้ ขอโทษไม่เป็น คิดว่าตนเองเป็นมาตรการตัดสินทุกสิ่ง ครอบครัวและสังคมของเราจะไม่มีทางมีความสงบสุข จะมีแต่การชิงดีชิงเด่น ทะเลาะวิวาท และความแตกแยก พระเยซูคริสตเจ้าทรงทราบถึงปัญหานี้ดี จึงทรงพยายามสอนและให้แบบอย่างที่ชัดเจนแก่เรา และสั่งให้เราปฏิบัติตาม เพราะถ้าเราปฏิบัติคำสั่งสอนของพระองค์ เราจะสามารถนำความรัก ความอบอุ่น สัมพันธภาพที่ดี และสันติสุขกลับคืนมาสู่ครอบครัวและสังคมของเรา.

                                     พระเจ้าสถิตกับท่าน

                                    คุณพ่อ สมชาย อัญชลี

 

**************************************************

ประกาศ

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ตั้งแต่วันที่ 1 -31 ตุลาคม 2018 ขอเชิญทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด รับแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ สิ้นเดือนตุลาคมแล้วนำมาส่งคืนที่วัด
  2. วันอาทิตย์นี้ ทางวัดจะไปเยี่ยมศูนย์มาร์ตินที่ปากเกร็ด จะมีเยาวชนและผู้ที่มาเข้าค่ายไปร่วมจัดกิจกรรมและเลี้ยงอาหารเด็ก ขอเชิญพี่น้องที่สนใจไปร่วมได้
  1. วันอาทิตย์นี้ เป็นวันแพร่ธรรมสากล พ่อตั้งตู้ทานเพื่อขอรับบริจาคเพื่อช่วยงานแพร่ธรรมของพระศาสนจักรสากล ไว้ที่กลางวัด ผู้ที่พอจะช่วยเหลืองานของพระศาสนจักรด้านนี้ได้ เชิญบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไปลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  1. วันศุกร์ที่ 2 พ.ย. 2018 เป็นวันศุกร์ต้นเดือนและเป็นวันที่พระศาสนจักรคิดถึงผู้ล่วงลับเป็นพิเศษ    พ่อจะทำมิสซา Requiem ระลึกถึงผู้ล่วงลับและคุณพ่อมาร์แซล แปร์เรย์เป็นพิเศษ ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซา เวลา 19.00 น.
  2. วันเสาร์ที่ 2 พ.ย. 2018 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุ และสัตบุรุษทุกท่านมาสวดภาวนาและร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น.  จะมีพิธีโปรดศีลเจิมคนไข้ให้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และทุกท่านที่ปรารถนาจะรับศีลเจิมคนไข้

ฉบับที่ 15007 วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2015

Friday, February 13th, 2015

บอกเล่าให้ฟัง

ความเงียบเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นในชีวิตของมนุษย์ ในความสงบเงียบเราสามารถพิจารณาไตร่ตรองชีวิต พบคุณค่าที่แท้จริง และสามารถพบตัวตนที่แท้จริงของเรา ในการสวดภาวนาความเงียบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่ช่วยให้การสวดภาวนามีประสิทธิภาพมากขึ้น การสวดภาวนาเป็นการยกจิตใจขึ้นหาพระเจ้าสนทนากับพระองค์ ด้วยเหตุนี้การสวดภาวนาจึงต้องมีทั้งการพูดและการฟัง พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “เมื่อพวกท่านสวดภาวนาจงอย่าพูดมากเหมือนผู้ที่ไม่มีความเชื่อ เพราะพระเจ้าผู้เป็นบิดาของพวกท่านทรงทราบความต้องการของพวกท่านก่อนที่ท่านจะวอนขอเสียอีก” หลายๆครั้งในการสวดภาวนาเราพูดมากเกินไป เราก้มหน้าก้มตาขอ ก้มหน้าก้มตาท่องบทภาวนา จนเราลืมฟังเสียงของพระเจ้าซึ่งต้องการตรัสกับเรา ในเมื่อเราไม่ฟังเสียงของพระองค์เราจะได้ยินเสียงของพระองค์ได้อย่างไร การมีเวลาเงียบเพื่อฟังเสียงของพระเจ้าจึงมีความสำคัญในการสวดภาวนา

(more…)

ฉบับที่ 15006 วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2015

Friday, February 6th, 2015

บอกเล่าให้ฟัง

เราหว่านอะไรก็เก็บเกี่ยวสิ่งนั้นนี่เป็นสัจธรรมความจริงของชีวิตอย่างหนึ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาไตร่ตรอง อันที่จริงสัจธรรมความจริงเรื่องนี้ก็ถูกถ่ายทอดเป็นคำพูดหลายๆรูปแบบอยู่เหมือนกัน อาทิ You are what you eat. ลูกไม้ตกไม่ไกลต้น ฯลฯ ที่พ่อนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพราะว่าหลายๆครั้งที่มีเรื่องราวต่างๆนาๆเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่พึงประสงค์ก็ดีไปแต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เมื่อไรเรามักจะโทษโน้นโทษนี่ และที่สุดก็จะไปลงที่พระเป็นเจ้าว่าทำไมพระองค์ทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ จะมีสักกี่คนที่หันไปทบทวนถึงการกระทำของตนเองหรือการกระทำของมนุษย์ ว่าเราทำอะไรลงไปเราใช้อิสรภาพที่พระเป็นเจ้าประทานให้ถูกต้องหรือไม่ พระเป็นเจ้าทรงสร้างเรามาพร้อมกับประทานอิสรภาพให้และพระองค์ทรงเคารพอิสรภาพนั้น มนุษย์จะทำชั่วก็มาจากการตัดสินใจของตนเอง มนุษย์จะไปสวรรค์ทำความดีเขาก็เลือกที่จะทำด้วยตนเอง

(more…)

ฉบับที่ 15005 วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2015

Thursday, January 29th, 2015

บอกเล่าให้ฟัง

คิดดี พูดดี ทำดี เป็นสามสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “ทุกสิ่งที่อออกมาจากปาก ก็คือสิ่งที่ออกมาจากใจ” เมื่อกล่าวถึง “ใจ” หรือ “จิตใจ” เราไม่ได้หมายถึงอวัยวะหัวใจของมนุษย์ พ่อขออธิบายว่า “ใจ”เป็นสภาวะภายในที่เป็นนามธรรม นักปราชญ์ผู้รู้บางท่านได้อธิบายว่า “การพูดของคนๆหนึ่งคือการคิดเสียงดังๆให้คนอื่นได้ยิน” ความคิดเช่นนี้คล้ายๆกับคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้านั่นเอง ดังนั้นเวลาเราพูดอะไรบ่อยๆแสดงว่าเรากำลังคิดถึงสิ่งนั้น หรือมีสิ่งนั้นหมักหมมอยู่ในใจ และสิ่งเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมของเราอย่างแน่นนอน เรากำลังจะถึงวันตรุษจีนมีธรรมเนียมจีนบางอย่างที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ ในวันตรุษจีนหรือในวันชิวอิกคนจีนเขาห้ามพูดคำหยาบ พูดเรื่องไม่ดีไม่เป็นมงคลต่อชีวิต ห้ามด่าและสาปแช่ง ถ้าพูดอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดทั้งปีอะไรทำนองนั้น อันที่จริงธรรมเนียมนี้ก็มีเหตุผลทางจิตวิทยาอยู่เหมือนกัน เพราะความคิดในเชิงบวกคิดเรื่องดีๆมีผลในเชิงพฤติกรรมด้านการพัฒนาของมนุษย์ อย่างน้อยเป็นขวัญเป็นกำลังใจให้เราก้าวหน้าในทางที่ดี ส่วนความคิดในเชิงลบหรือมีความคิดร้ายๆจะทำให้เราสูญเสียความมั่นใจและหลายๆครั้งทำให้ชีวิตของเราชะงักงัน จมอยู่ในเรื่องร้ายจมอยู่กับเรื่องที่ทำให้จิตใจมัวหมอง เมื่อเป็นเช่นนี้คนๆนั้นจะก้าวหน้าพัฒนาไปในทางที่ดีได้อย่างไร

(more…)