ฉบับที่ 13016 วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2013 อาทิตย์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

บอกเล่าให้ฟัง

ยามเช้าเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องเรามองด้วยความหวัง แสงอรุณของวันใหม่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงชีวิตใหม่ลมหายใจใหม่ ที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา ยามเย็นค่ำหลังจากตรากตรำทำงานมาจนเหนื่อยล้า เรามาถึงที่นอนพักผ่อนด้วยความรู้คุณ สวดภาวนาขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับวันเวลาที่ผ่านไปอีกวันหนึ่ง สิ่งใดดีที่เราทำเราขอบพระคุณถวายเป็นเกียรติแด่พระเจ้า สิ่งใดเป็นความผิดพลาดบกพร่องเพราะความอ่อนแอเราขอโทษพระองค์ และวอนขอพระพรปกป้องคุ้มครองในยามที่เราพักผ่อนหลับนอน ฝากจิตวิญญาณของเราไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ ที่เราทำเช่นนี้เพราะเราไม่แน่ใจว่าวันพรุ่งนี้จะมีสำหรับเราอีกหรือเปล่า วันพรุ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนสำหรับเรา ทำให้พ่อคิดถึงเพลงๆหนึ่งที่พ่อเคยฟัง ผู้แต่งเขาให้ชื่อว่า “พรุ่งนี้” พรุ่งนี้ เราจะได้พบอะไร คงมีคำถามมากมาย ที่ไม่อาจรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ไม่รู้ เราจะได้พบความสุข หรือเราจะต้องทุกข์เท่าไร คงไม่อาจทำให้เป็นเหมือนที่เราตั้งใจ พรุ่งนี้ ถ้าหากจะเจอปัญหา ขอฝากให้องค์พระคริสต์นำพา ให้ผ่านเหมือนในวันนี้ พรุ่งนี้ แม้อาจจะดีจะร้าย ไม่หวั่นไม่กลัว แต่ขอวางใจ ให้พระเยซูนำทาง

ในความไม่จีรังยั่งยืนมืดมิดแห่งชีวิต พระคริสตเจ้าเป็นความหวัง พระองค์เป็นดั่งแสงอรุณแห่งวันใหม่ที่ส่องเข้ามาในความมืด เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่ขึ้นแล้วไม่มีวันล่วงลับดับแสง พระองค์เดินนำหน้าเราไปก่อนแล้วในหนทางแห่งความทุกข์ระทม ระบมไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวความตาย เพื่อปฏิบัติพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์ จนในที่สุดชัยชนะของพระองค์ปรากฏเด่นชัดในวันที่สาม เมื่อพระองค์เสด็จกลับคืนพระชนมชีพ นี่เป็นพระธรรมล้ำลึกปัสกาซึ่งเป็นแสงอรุณใหม่แห่งความหวังของเรา พระธรรมล้ำลึกปัสกาจึงเป็นคำตอบสำหรับชีวิตของเรา ในยามที่เราประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ความเจ็บป่วย ความสิ้นหวัง ความผิดหวังต่างๆ เมื่อเรามองไปยังไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้า เราจะพบว่าบนหนทางสายนี้พระเยซูคริสตเจ้าทรงเดินนำเราไปก่อนแล้ว และเชิญชวนเราทุกคนให้ติดตามพระองค์ไป ใครอยากติดตามพระองค์ต้องเลิกคิดถึงตนเองแบกกางเขนของตนแล้วตามพระองค์ไปปัสกาหมายถึงการผ่านพ้นเราต้องผ่านจากชีวิตเก่าวิถีชีวิตแบบเดิมๆเข้าสู่ชีวิตใหม่ การผ่านนี้จะต้องยอมสละสภาพเก่าและสภาพใหม่ก็จะเริ่มต้นขึ้น เหมือนกับทฤษฎีเมล็ดข้าวที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงประกาศไว้เป็นสัจธรรมแห่งชีวิต “เมล็ดต้องตกลงในดินและเปื่อยเน่าไปจึงจะมีต้นใหม่งอกขึ้นและออกรวง ถ้ามันไม่ยอมเปื่อยเน่ามันจะคงอยู่เพียงเมล็ดเดิมเมล็ดเดียวเท่านั้น” ถ้าเราพิจารณาความเป็นมาเป็นไปของสรรพชีวิต เราจะพบว่าทุกๆชีวิตล้วนต้องอยู่ในกระบวนการนี้ทั้งสิ้น ตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกซึ่งเป็นอนิจจังใบนี้ ปัสกาจึงเป็นดั่งอรุณแห่งความหวังของเราทำให้เราแน่ใจว่าพรุ่งนี้แห่งชีวิตของผู้ชอบธรรม คือการมีส่วนร่วมในชัยชนะแห่งการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า พระธรรมล้ำลึกปัสกาจึงให้ความหมายใหม่แก่ชีวิตของเรา แม้ชีวิตจะมีอุปสรรค์มากแค่ไหน แม้เราจะประสบกับความทุกข์ลำบากสักเท่าใดเราจะไม่ย่อท้อ เราจะคงเดินหน้าต่อไปในหนทางของพระเจ้าด้วยความเพียรอดทน เพราะเราแน่ใจในองค์พระเยซูคริสตเจ้าแล้วว่า นี่เป็นหนทางที่เราจะมีชีวิตใหม่มีส่วนในชัยชนะแห่งการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์

จากคุณพ่อเจ้าวัด

แกะที่ดีย่อมจำเสียงของผู้เลี้ยงแกะได้

คำอุปมาที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงเล่านั้นส่วนใหญ่เป็นวิถีชีวิตเป็นอาชีพ ที่ชาวยิวคุ้นเคยและเห็นเป็นประจำในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว สำหรับชาวยิวการเลี้ยงแกะฝูงแกะเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นในหมู่บ้านจะมีคอกแกะที่เป็นส่วนกลาง หมายความว่าใครก็ตามที่มีอาชีพเลี้ยงแกะเมื่อนำฝูงแกะกลับเข้ามาในหมู่บ้าน เขาจะนำฝูงแกะเข้าไปเดินเกาะกะในหมู่บ้านไม่ได้ จะต้องนำฝูงแกะของตนไปรวมไว้ในคอกแกะส่วนกลาง เวลาต้อนแกะเข้าคอกคงจะไม่ยากอะไรหรอก แต่เวลาจะต้อนแกะออกไปกินหญ้านี่แหละยากหน่อย เพราะผู้เลี้ยงไม่สามารถไปตามหาแกะทีละตัว จึงต้องเป่าทำเสียงสัญญาณจนแกะของตนจำได้ และไปยืนเป่าที่หน้าคอก เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณของผู้เลี้ยงแกะของเขาจะเดินออกมาข้างนอก และผู้เลี้ยงจะคอยดูว่าใช่แกะของเขาหรือไม่ พระเยซูคริสตเจ้าจึงตรัสว่า “เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา”(ยน.10:14) ภาพเช่นนี้เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่มิใช่น้อย

ผู้เลี้ยงและแกะจะจำกันและกันได้จะมีความคุ้นเคย มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทางด้านพระเยซูคริสตเจ้าผู้เลี้ยงแกะที่ดีของเราทรงจำเราได้อยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์ได้ทำหน้าที่ของพระองค์สำเร็จสมบูรณ์ไปแล้วโดยยอมสละชีวิตเพื่อแกะของพระองค์ “เรายอมสละชีวิตเพื่อแกะของเรา”(ยน.10:15) ฝ่ายพวกเราคงจะต้องลองไตร่ตรองดูว่าใครเป็นผู้เลี้ยงแกะของเรา เรายังจำเสียงของผู้เลี้ยงแกะที่ดีของเราได้หรือเปล่า เสียงที่เราฟังอยู่นั้นใช่เสียงของพระเยซูคริสตเจ้าหรือไม่ การจำเสียงของพระองค์ได้หมายถึงการติดตามพระองค์ การปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ในปัจจุบันมีแหล่งที่มาของเสียงเชิญชวนพวกเราอยู่มากมาย เป็นเสียงที่ไพเราะเต็มไปด้วยของแจกของแถมที่ชวนให้หลงใหล ให้ซื้อ ให้ติดตามมันไปเรื่อยๆ จนเห็นว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ อาทิ การโฆษณาต่างๆ คำขวัญนโยบายหรูๆทางการเมือง ค่านิยมทางโลก สุขนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นกระแสที่เชิญชวนดึงดูดเราอย่างรุนแรง จนเราหันเหออกจากหนทางของพระเจ้า จำเสียงของพระองค์ไม่ได้ จนในที่สุดละทิ้งความเชื่อเลิกติดตามพระองค์

การเป็นศิษย์ที่ดีของพระเยซูคริสตเจ้า ต้องจำเสียงของพระองค์ได้ติดตามเสียงนั้นไป โดยปฏิบัติตามพระวาจาคำสอนของพระองค์ ดำเนินชีวิตตามความเชื่อ ตอบสนองเสียงเรียกของพระองค์ “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักมัน และมันตามเรา”(ยน.10:27) ทำไมแกะจึงจำเสียงของผู้เลี้ยงได้ คำตอบก็คือมันได้ยินได้ฟังเสียงนั้นบ่อยๆจนมันคุ้นเคยและจำได้ เราคริสตชนซึ่งเป็นแกะของพระเยซูคริสตเจ้า เราจะจำเสียงของพระองค์ได้ก็ต่อเมื่อเราต้องคลุกคลีคุ้นเคยกับพระวาจาของพระองค์มากๆ สิ่งที่ชวนให้คิดก็คือเราให้ความสำคัญกับพระวาจาของพระเจ้าแค่ไหน ในปัจจุบันแหล่งของเสียงมันอยู่ติดตัวเราตลอดเวลา ในรูปแบบของ Line ของเกมส์ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ บางคนยังเล่นเกมส์ Chat เล่น Line ตอนฟังพระวาจาของพระเจ้า ขณะร่วมบูชาขอบพระคุณ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะคุ้นเคยจำเสียงของพระเจ้าได้อย่างไร ขอให้พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้ฟังนี้เตือนใจเรา ให้เราให้ความสำคัญ สนใจ ตั้งใจฟังพระวาจาของพระเจ้า เพื่อเราจะได้เข้าใจพระประสงค์ของพระองค์ ดำเนินชีวิตตามความเชื่อติดตามพระองค์ไป หนทางนี้แหละจะทำให้เราพบกับความสุขแท้ชีวิตนิรันดร

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ค่ายคำสอนปีนี้กำลังจะจบแล้ว จะมีการสอบความรู้เด็กนักเรียนสัปดาห์นี้ วันที่ 26 เม.ย. เข้าเงียบเด็ก วันที่ 27 เม.ย. รับศีลกำลังที่เขต วันอาทิตย์ที่ 28 เม.ย. 2013 รับศีลมหาสนิทครั้งแรกที่วัดของเรา
  2. วันอาทิตย์นี้ เป็นวันผู้เลี้ยงแกะที่ดี (ผู้อภิบาลที่ดี) ขอเชิญบริจาคเพื่อช่วยงานอภิบาลของพระศาสนจักรสากล ได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  3. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตมาคืนที่วัด เพื่อพ่อจะได้ดำเนินการส่งให้เขต 2 และอัครสังฆมณฑล นำไปช่วยผู้ด้อยโอกาสต่อไป
  4. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่จะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนามาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. วันอาทิตย์ที่ 28 เม.ย. 2013 ขอเชิญผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่ต้องการมาช่วยมิสซา และผู้ที่จะมาอ่านพระคัมภีร์ร่วมร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อซ้อมช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  6. ประชุมสภาภิบาล วันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค. 2013 หลังมิสซาเวลา 10.30 น.ขอเชิญคณะกรรมการทุกท่านเข้าประชุมโดยพร้อมเพียง

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ที่ 21-04-2013

Tags: , , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.