Posts Tagged ‘สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต’

สารวัด ฉบับที่ 151211 วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม ค.ศ.2019

Saturday, January 19th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

        เวลานี้วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าของเรามีอายุครบ 25 ปี ในเรื่องของตัวอาคารถึงเวลาที่เราจะต้องสำรวจดูว่า มีอะไรต้องซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือไม่ พ่อพยายามมองๆและสำรวจดูอยู่เหมือนกัน แต่ตาคู่เดียวกับตาหลายๆคู่ ตาหลายๆคู่ยอมดูได้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่า ภายนอกในเรื่องตัวอาคาร เราต้องช่วยกันดูและเสนอความคิดเห็นว่าควรต้องทำอะไรปรับปรุงอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญมากกว่าเราต้องถามตัวเราเองว่าการพัฒนาภายในของเรา เราได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว เรื่องความเชื่อของเราเป็นอย่างไร เราเรียนรู้เรื่องคำสอนมากน้อยแค่ไหน อายุ 25 ปีถ้าเปรียบกับคนๆหนึ่ง ก็ต้องถือว่าคนๆนั้นเป็นหนุ่มใหญ่พอสมควรทีเดียว เขาเริ่มก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างสมภาคภูมิ วุฒิภาวะความรับผิดชอบต้องมีมากขึ้น คนๆนั้นต้องเริ่มพึ่งพาตนเองแสดงความรับผิดชอบและช่วยเหลือผู้อื่น งานเมตตาจิต งานทางด้านสังคมมากขึ้น

ในคลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า พ่อให้สัมภาษณ์ไว้แต่น่าเสียดายผู้ตัดต่อเขาไม่ได้เอาลงไว้ทั้งหมด พ่อให้สัมภาษณ์ไว้ว่า วัดของเราเปรียบเหมือนเมล็ดซีนาปีสที่ชาวสวนเอาไปปลูกไว้ เวลานี้วัดของเราเติบโตเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ สามารถเป็นพักพิงของนกกา และให้ร่มเงาแก่ผู้เดินทางเหนื่อยล้าได้พอสมควร ถึงเวลาที่เราจะต้องออกจากตนเองไปช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้างแล้ว เราต้องกล้าที่จะออกไปและพ่อเชื่อว่าพวกเราทำได้ เพราะเราเคยทำสำเร็จมาแล้ว พวกเราคงจำกันได้ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หลังจากน้ำลด พ่อได้ประกาศให้ผู้ที่พอช่วยเหลือผู้อื่นได้ให้รวมทุนกันช่วย เหลือสัตบุรุษวัดของเราที่เดือดร้อน และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ในตอนนั้น พ่อได้เอาเงินที่รวบรวมได้ช่วยเหลือสัตบุรุษวัดของเราแล้วยังสามารถนำไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อีก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อประทับใจมากเพราะเป็นสิ่งที่แสดงว่าวั ดของเราเริ่มเป็นต้นไม้ใหญ่พอสมควรจริงๆ นอกจากนั้นพ่อยังคิดไปถึงเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องปัจจัยภายนอก เรื่องความเชื่อศรัทธา การประกาศข่าวดี งานเมตตาจิตอื่นๆ พ่อเชื่อว่าพวกเราทำได้และน่าจะเริ่มต้นลองทำกันดู เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆกับคนใกล้ตัว คนในชุมชนวัดของเรา ร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆที่ทางวัดพยายามจัดขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อกล่าวถึงคือ การพัฒนาทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเอง ซึ่งจะต้องเป็นการพัฒนาจากภายในออกมาสู่ภายนอกจึงเป็นการพัฒนาที่แท้จริงและยั่งยืน เราคริสตชนมีอาหารหล่อเลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีเลิศ พระวาจาของพระเจ้า ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และการสวดภาวนาอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราพัฒนาภายในให้เติมโตขึ้นทางความเชื่อศรัมธา เราต้องพยายามหล่อเลี้ยงชีวิตภายในของเราให้เติบโต เมื่อภายในเติบโตและมีเรื่องดีๆอยู่สิ่งที่แสดงออกมาภายนอกจะต้องเป็นสิ่งดีงาม เพราะพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราเช่นนี้ สิ่งออกมาจากปากก็ออกมาจากใจของเรา สิ่งที่เราทำจะดีหรือเลวทำให้เรามีมลทินหรือไม่เป็นสิ่งที่ออกมาจากภายใน ถ้าชีวิตภายในของเราเติบ โตมีความเชื่อศรัทธามีสิ่งดีๆสะสมอยู่ สิ่งที่เราแสดงออกกิจการที่เรากระทำก็จะเป็นสิ่งที่ดีงาม และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เราจึงต้องพยายามพัฒนาตัวเราเองเช่นนี้ เพื่อเราจะได้เป็นคริสตชนสมภาคภูมิเป็นศิษย์พระคริสต์และกลายเป็นศิษย์ที่เป็นธรรมทูตประกาศข่าวดีใหม่ต่อไป.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

วอนขอด้วยความสุภาพ ความเชื่อ และความวางใจ

การวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าถือว่า เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของการสวดภาวนา ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเชื่อ  และความวางใจในพระเจ้าของผู้ที่มีความเชื่อทั้งหลาย เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่และทรงพระเมตตา สามารถช่วยเหลือเติมเต็มในส่วนที่เราขาดไป หรือเกินความสามารถของเรา เราจึงขอความช่วยเหลือจากพระองค์ เราคริสตชนผู้มีความเชื่อจึงต้องเรียนรู้ว่าจะต้องวอนขออย่างไร เพื่อเราจะได้สามารถสวดภาวนาอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี ซึ่งพระนาง มารีย์ได้ขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสตเจ้า เป็นแบบอย่างทำให้เรารู้ว่าเวลาเราสวดภาวนาเราต้องวอนขอต่อพระเจ้าอย่างไร

พระนางมารีย์วอนขอสิ่งที่จำเป็นจริงๆ และไม่ได้วอนขอเพื่อตนเองแต่วอนขอเพื่อผู้อื่น เมื่อเหล้าองุ่นหมด พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์ว่า เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว (ยน.2:3) ในวัฒนธรรมของชาวยิวในงานมงคลสมรส ถ้าเหล้าองุ่นไม่พอเพียงสำหรับแขกที่มาในงาน จะสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าภาพเป็นอย่างมาก พระนางมารีย์จึงไปขอให้พระเยซูคริสตเจ้าช่วยเหลือกู้หน้าเจ้าภาพไว้ ในการสวดภาวนาเราวอนขออะไร หลายๆคนขอให้มีสุขภาพดี ขอความสงบสุขแก่ครอบครัว ขอเกี่ยวกับเรื่องการงานอาชีพ ฯลฯ การวอนขอเช่นนี้ก็สามารถขอได้ไม่ถือเป็นความผิดอะไร เพราะดูเหมือนว่าเราวอนขอเพื่อตนเอง แต่เบื้องหลังการวอนขอเช่นนี้มันส่งผลดีถึงผู้อื่นอยู่บ้างเหมือนกัน อาทิ ถ้าเรามีสุขภาพดี เราจะสามารถทำหน้าที่ของเราในการสร้างประโยชน์สุขเพื่อผู้อื่นได้เหมือนกัน นักบุญยากอบสอนว่า ท่านวอนขอ แต่ไม่ได้รับ เพราะท่านวอนขอไม่ถูกต้อง คือวอนขอเพื่อนำไปตอบสนองกิเลสตัณหาของท่าน (ยก.4:.)

พระนางมารีย์วอนขอด้วยความสุภาพ ความเชื่อ และความวางใจ พระนางไม่ได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสตเจ้า ในฐานะแม่ผู้ซึ่งสามารถออกคำสั่งกับลูกได้ แต่พระนางไปบอกถึงความจำเป็นความเดือดร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้น และสำนึกด้วยว่าพระนางไม่สามารถช่วยเจ้าภาพได้ด้วยตนเอง แต่เชื่อมั่นว่าลูกของพระนางสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้แน่ๆ ด้วยเหตุนี้พระนางจึงกำชับคนรับใช้ว่า เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด (ยน.2:5) หลังจากนั้นแล้วพระนางก็ไม่ได้ไปเซ้าซี้และกล่าวอะไรอีกเลย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระนางวางใจว่า  พระเยซู คริสตเจ้าลูกของพระนางจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาครั้งนี้อย่างแน่นอน ความสุขภาพ ความเชื่อ และความวางใจ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การสวดภาวนาของเรามีประสิทธิภาพประสิทธิผล

หลายๆครั้งในชีวิตเราอยู่ในภาวะอับจนหนทาง ทำอะไรดูจะขัดข้องไปหมด ปัญหาไม่มีทางออก เราทำอะไรไม่ได้เลย จงเลียนแบบพระนางมารีย์ ในการยอมรับความอ่อนแอของตนเองด้วยความสุขภาพ เข้าไปหาพระเจ้าด้วยความเชื่อมั่นในฤทธานุภาพและพระเมตตาของพระองค์ว่า พระองค์จะประทานความช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับเรา และฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ด้วยความไว้วางใจ กล่าวกับพระองค์ซื่อๆว่า “ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ลูกเชื่อและวางใจว่าพระประสงค์ของพระองค์นั้นดี และเป็นประโยชน์สำหรับลูกแน่นอน”

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  2. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์
  1. วันเสาร์ที่ 2  ก.พ.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด      ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน
  2. วันอาทิตย์ที่ 3 กพ. 2019 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนาจะนำเด็กมา รับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลล่วงหน้าและส่งข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่ป้านพระสงฆ์
  1. ทางวัดได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับการครบ 25 ปี ของวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต ไว้บน Youtube เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยถ่ายคิวอาร์โค้ดในสารวัด
  2. ประกาศปิดวัดเพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ม.ค. 2019 เป็นไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ มิสซาบูชาขอบพระคุณ และพิธีกรรมต่างๆจะย้ายไปทำที่ศาลาอเนกประสงค์ ขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกๆท่านเป็นต้นผู้รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ช่วยขนย้ายของที่จำเป็น และเตรียมศาลาอเนกประสงค์ให้พร้อมใช้งานได้

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยคลิ๊กลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ

สารวัด ฉบับที่ 151210 วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2019

Friday, January 11th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

การดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้มนุษย์จึงต้องมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน การเรียนรู้ทักษะในการดำเนินชีวิตร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทักษะในการดำเนินชีวิตก็คือ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ในที่นี้ พ่อจึงปรารถนาที่จะยกประเด็นต่างๆมาเล่าให้พวกเราได้อ่านกัน เพื่อเป็นการพิจารณาไตร่ตรองดูว่า “เราต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์อย่างไร เราขาดทักษะในการดำเนินชีวิตไปบ้างหรือไม่” พบสังเขปดังนี้

–           ความแตกต่างในชีวิตของมนุษย์ พระเจ้าจงใจสร้างมนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน มนุษย์แต่ละคนถูกสร้างให้เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในโลก (unique) ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเจ้าต้องการให้มนุษย์ใช้ความแตกต่างในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มนุษย์จะหันหน้าเข้าหากัน รักกัน และมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจึงต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่าง และยอมรับผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเอง ผู้ที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในความแตกต่าง ก็จะดูถูกดูแคลนผู้อื่นและมักจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมรับความคิดและการกระทำที่แปลกแยกจากตน ส่วนผู้ที่เข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ ความแตกต่างจะเป็นความงดงามของชีวิตและไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก

–           นานาทัศนะหลายหลากมุมมอง สรรพสิ่งในโลกจะมีหลายด้าน หลายเหลี่ยม หลายมุมเสมอ มันขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ที่จุดไหนมองเห็นด้านไหน และมันยังขึ้นอยู่กับการเลือกของเรา ที่เราจะเลือกคิด เลือกจะมอง เลือกจะพูด เลือกที่จะกระทำ ในการดำเนินชีวิตของเรา เราจึงต้องฝึกที่จะมองต่างมุม มองหลายๆด้าน และยอมที่จะเปลี่ยนจุดยืนบ้าง เพราะถ้าเรายืนอยู่ตรงจุดเดิมจุดเดียวเราจะเห็นเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และมีทัศนะที่แคบ การที่คนๆหนึ่งจมอยู่กับทัศนะเดิมๆจะไม่มีการพัฒนาความคิดอ่าน และหลายๆครั้งสิ่งนี้เองเป็นสาเหตุทำให้เรามีความทุกข์ การเปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนมุมมองเสียบ้างอาจจะทำให้โลกของเราน่าอยู่และงดงามขึ้น

–           การรู้จักเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ แน่นอนที่สุดเราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “การให้มีความสุขมากกว่าการรับ” แต่ในชีวิตจริงเราจะเป็นผู้ให้อย่างเดียว หรือเป็นผู้รับอย่างเดียวไม่ได้ บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้ถ้าเราอยู่ในฐานะที่ให้ได้และต้องช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับเพราะถ้าเราเป็นผู้รับแล้วทำให้ผู้อื่นภูมิใจและมีความสุข เราก็ต้องเป็นผู้รับทั้งๆที่เราอาจจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องรับด้วย ผู้สูงอายุหลายๆท่านไม่ยอมรับความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน เพราะกลัวว่าตนเองจะเป็นภาระเป็นคนไร้ค่า แต่ความจริงแล้วที่ลูกหลานทำให้ ช่วยเหลือในเรื่องต่างๆเพราะมันถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้รับแล้ว ใครที่ยอมรับความเป็นจริง และยอมให้ลูกหลานช่วยเหลือก็จะสามารถสัมผัสถึงความสุขความชื่นชมยินดีในการอยู่ร่วมกับลูกหลาน

ความจริงแล้ว ยังมีทักษะในการดำเนินชีวิตร่วมกันอีกมากมายที่เราจะต้องเรียนรู้ และเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น เพราะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนคนเปลี่ยน เราจึงต้องปรับตัวเรียนรู้เพื่อความสงบสุขในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

พระเจ้ายินดีเข้าร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์

ภาพของพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราผู้ไม่รู้จักบาป แต่ทรงเสด็จไปยังแม่น้ำจอร์แดนเป็นการแสดงองค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกลักษณะหนึ่ง เพื่อประกาศความรักของพระเจ้าที่พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างมนุษย์ผู้เป็นคนบาปต่ำต้อย พระเจ้าซึ่งเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ผู้ไม่มีบาป แต่เสด็จไปอยู่ร่วมกับประชาชนทั้งหลายที่ไปขอรับพิธีล้างจากท่านยอห์นบัปติสตา เพื่อแสดงถึงการเป็นทุกข์ถึงบาปสำนึกผิดกลับใจ เป็นการประกาศว่าพระเจ้ายินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์ ยินดียอมรับสภาพของบาป ความเจ็บซ้ำอันเกิดจากบาปที่พระองค์ไม่ได้กระทำ พระองค์จะทำทุกวิถีทางที่ช่วยมนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น ซึ่งนี่ก็คือพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์ เป็นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ซึ่งพระบิดาเจ้ารับรองด้วยเสียงจากสวรรค์ มีเสียงจากสวรรค์ว่า ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา (ลก.3:22)

การรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน เป็นจุดเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า ในฐานะพระเมสสิยาห์พระผู้ไถ่ซึ่งประกาศกอิสยาห์ได้ให้ภาพพจน์ไว้ว่าพระเมสสิยาห์จะต้องเสด็จมาในฐานะผู้รับใช้ขององค์พระเจ้า เป็นมนุษย์เพื่อคนอื่นนั่นก็คือพระเจ้าทำการนี้ไม่ใช่เพื่อพระองค์เองแต่เพื่อมนุษยชาติ  นี่คือผู้รับใช้ของเรา ซึ่งเราเชิดชู เราเลือกเขาเพราะเราพอใจเขา เราให้จิตของเราแก่เขา เขาจะนำความยุติธรรมไปให้แก่นานาชาติ (อสย.42:1-2) พระเยซูคริสตเจ้าทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์เช่นนี้ เพราะต้องการเป็นหนึ่งเดียว เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติอย่างแท้จริง เพื่อพระองค์จะได้สามารถเป็นสะพานเชื่อมสวรรค์กับแผ่นดิน พระเจ้ากับมนุษย์ ต่อไปนี้ความช่วยเหลือพระหรรษทานจากสวรรค์ลงมาสู่มนุษย์อย่างใกล้ชิด ผ่านทางพระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ซึ่งเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ต่อไปนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าอีกแล้ว เพราะมนุษย์สามารถมีความ สัมพันธ์กับพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสตเจ้าผู้เป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ พระองค์เป็นอิมมานูเอลพระเจ้าซึ่งประทับอยู่ท่ามกลางเรา

การเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า ทำให้เราต้องไตร่ตรองพันธกิจที่เราคริสตชนทุกคนได้รับโดยทางศีลล้างบาป ศีลล้างบาปทำให้เรามีชีวิตใหม่ในพระเจ้า เป็นสมาชิกของพระศาสนจักร และทำให้เราเป็นบุตรของพระเจ้า เราคริสตชนจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไรในฐานะบุตรของพระเจ้า เราทราบจากการไขแสดงทางพระคัมภีร์ว่า พระเยซูคริสตเจ้าเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์ ในฐานะผู้รับใช้ขององค์พระเจ้า เป็นมนุษย์เพื่อรักและรับใช้ผู้อื่น และสวรรค์ได้ยืนว่านี่เป็นพระประสงค์พระบิดาเจ้า โดยกล่าวว่าผู้นี้เป็นบุตรที่รักและโปรดปรานของเรา แน่นอนที่สุดถ้าเราคริสตชนต้องการเป็นบุตรที่พระเจ้าทรงรักและโปรดปราน เราจะต้องตอบ สนองการเรียกของพระองค์ให้มาเป็นบุตรของพระองค์ โดยปฏิบัติพันธกิจเช่นเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า เป็นคริสตชนเพื่อรักและรับใช้ผู้อื่นตามความสามารถตามบทบาทและหน้าที่ของเราที่มีอยู่ในสังคมวันนี้ ขอให้วันฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน เตือนใจเราให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ที่เราได้รับโดยทางศีลล้างบาป  ดำเนินชีวิตเป็นคริสตชนที่ดีเลียนแบบอย่างของพระเยซูคริสตเจ้าพระอาจารย์ของเรา นั่นก็คืออุทิศตนเป็นเครื่อง มือของพระเจ้าในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระองค์ ด้วยการรักและรับใช้ผู้อื่น.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้เป็นวันเด็กของวัดเรา หลังจากที่พระสงฆ์อวยพรและประกาศปิดพิธีแล้ว จะมีการอวยพรเด็กๆ ขอให้พี่น้องที่นำเด็กเล็กๆมาอยู่ตรงกลาง แล้วพ่อจะอวยพรและแจกของให้เด็กๆ
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. วันอาทิตย์ที่ 20 ม.ค.  2019 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน     รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา

ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์

  1. ทางวัดได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับการครบ 25 ปี ของวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต ไว้บน YouTube

เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยคลิ๊กลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ

 

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า

สารวัด ฉบับที่ 151208 วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2018

Tuesday, January 1st, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

      พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                    คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสว

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                   

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน

มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน

  1. วันอาทิตย์ที่ 6 ม.ค. 2019  เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลและนำมาส่งล่วงหน้า
  2. วันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค. 209 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา

ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์สวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน

 

สารวัด ฉบับที่ 151204 วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2018

Sunday, December 2nd, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

            ในที่สุด ปีพิธีกรรมของพระศาสนจักรก็จบลง เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน จำได้ว่าสมัยพ่อเป็นเด็กๆ พ่อก็คิดแบบเด็กๆ ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่พ่อมีความสุขมากๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้วันฉลองรื่นเริงอยู่หลายวัน วันฉลองคริสต์มาส วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และวันฉลองปีใหม่ สมัยพ่อเป็นเด็กๆ พ่อไม่เคยคิดถึงเวลาผ่านพ้นไปเลย แต่พออายุมากขึ้นเริ่มขึ้นเลข 3 เลข 4 และเลข 5 ปลายๆ พ่อรู้สึกว่าเรากำลังนับถอยหลังกับเวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ การนับถอยหลังนี้เราจะสังเกตเห็นว่าเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงความรู้สึก มันก็จริงอยู่ครับ เวลามันก็ผ่านไปตามปกติเหมือนเดิมที่เคยเป็น แต่ทำไมความรู้สึกของเราจึงเป็นเช่นนี้ พ่อคิดว่าเรากำลังคิดถึงเวลาในโลกนี้ที่เหลืออยู่น้อยลงไปทุกวินาที ทุกนาที ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี  เหมือนเวลาที่เราเข้าสอบตอนใกล้จะหมดเวลาแล้วเรายังตอบคำถามไม่เสร็จ แม้เราจะปรารถนาจะหยุดเวลาให้รอเราให้ทำทุกสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้เสร็จสมดังตั้งใจ แต่เราก็หยุดมันไม่ได้มันก็ยังคงเคลื่อนผ่านเราไปจนถึงวินาทีสุดท้ายปลายชีวิต

            เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราไม่สามารถย้อนมันกลับมาได้อีก กิจการที่เราทำก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราทำไปแล้วเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขเพิ่มเติมอะไรได้อีก เพราะฉะนั้นจึงมีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นในความคิดคำนึงของเราอยู่บ่อยๆ “ถ้ารู้อย่างนี้นะฉันจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ในเวลานั้น” แต่ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่สายไปเสียแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อทำในสิ่งที่เราอยากทำแก้ไขในสิ่งที่เราอยากแก้ไข เพิ่มเติมในสิ่งที่เราอยากเพิ่มเติมได้ แต่เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอตราบเท่าที่เรายังมีเวลาบนโลกใบนี้ พวกชาวโรมันที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตเขาสอนลูกหลานว่า “การเริ่มต้นที่ดีก็เท่ากับว่าเราทำสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว” พ่อคิดว่าสุภาษิตของชาวโรมันบทนี้ให้ข้อคิดและความจริงแก่เราไม่น้อย แต่นั่นต้องหมายความว่าเราต้องเอาจริงเอาจังในความคิดและการกระทำ ไม่ใช่คนท่าดีทีเหลว พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราให้เราให้คิดอย่างรอบคอบก่อนที่เราจะทำอะไร ไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อลงมือทำเราอาจทำไม่สำเร็จ พระองค์สอนเช่นนี้คงไม่ได้มุ่งประเด็นไปที่ความสำเร็จเท่านั้น แต่พระองค์คงปรารถนาให้เราคิดด้วยว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ และจะส่งผลกระทบอย่างไรถึงใครหรือไม่

            พี่น้อง เราขึ้นศกใหม่แห่งปีพิธีกรรมของพระศาสนจักรแล้ว เรามีความตั้งใจอะไรดีๆที่จะเริ่มต้นใหม่บ้าง มีอะไรที่เราต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเปล่า หรือเราปรารถนาจะพัฒนาเรื่องอะไรในชีวิตของเราให้ดีขึ้นบ้างไหม สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญในการเริ่มต้น เพื่อพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้น เวลาทุกวินาทีเป็นของประทานจากพระเจ้า เราจึงไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ จงเร่งทำงานในขณะที่เป็นกลางวันแห่งชีวิต เพราะเมื่อเวลากลางคืนแห่งชีวิตมาถึงเราจะทำอะไรไม่ได้อีก พระศาสนจักรจัดให้มีเทศกาลต่างๆในรอบปีให้มีการหมุนเวียนมาบรรจบครบรอบ เพื่อให้เราได้มีโอกาสไตร่ตรอง เรื่องที่สำคัญๆอันเป็นสาระของชีวิตนั่นเอง.

            จาก คุณพ่อเจ้าวัด

                                 ****************************************************************************

จงเตรียมพร้อมอยู่เสมอเพราะท่านไม่รู้วันเวลา

       วันอาทิตย์นี้ เราเริ่มต้นปีใหม่ทางพิธีกรรมของพระศาสนจักร ซึ่งเริ่มจากเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า พระวาจาของพระเจ้าได้กล่าวถึงเครื่อง หมายแห่งกาลเวลาหลายๆอย่างที่น่าสนใจ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถึงกาลอวสานและบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาด้วยพระอานุภาพ และพระสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ “จะมีเครื่องหมายในดวงอาทิตย์…บนแผ่นดินจะทนทุกข์ทรมาน…..เสียงทะเลที่ปั่นป่วน….บุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาในก้อนเมฆ ทรงพระอานุภาพและพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่” (ลก.21:25-27) พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติสุดพรรณนา จนกระทั่งพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมนุษยชาติจะได้รับความรอดพ้น ทุกๆเวลาในชีวิตพระองค์ประทานเครื่องหมายแห่งกาลเวลาแก่เรา วันเวลาผ่านไปอย่างไม่หวนคืน ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ภัยธรรมชาติยิ่งทียิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วมันไม่ต่างจากที่พระคัมภีร์กล่าวถึงเท่าไรนักฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่พระเจ้าประทานให้กับเรา

        พระวาจาของพระเจ้า เตือนใจเราให้เราพยายามอ่านเครื่องหมายแห่งกาล เวลาเหล่านี้ “จงมองดูต้นมะเดื่อและต้นไม้ทั้งหลายเถิด เมื่อมันแตกใบอ่อน ท่านย่อมรู้ว่าฤดูร้อนใกล้เข้ามาแล้ว” (ลก.21:29-30) อุปมาที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวถึงต้องการปลุกจิตสำนึกของพวกเราทุกคนว่า “ทำไมมนุษย์สามารถทำอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง แม้กระทั่งหยั่งทราบฟ้าดินแต่ไม่ใช้ความสามารถเหล่านี้อ่านเครื่องหมายแห่งกาลเวลา” ความพยายามในการสังเกตเครื่องหมายแห่งกาลเวลาอ่านให้ออกทำความเข้าใจ จะทำให้เราให้เข้าใจสัจธรรมความจริงของชีวิตและสรรพสิ่งในโลก ความเข้าใจนี้จะทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ไม่หลงเพลินไปกับความสนุกสนาน ความงดงามฉาบฉวยภายนอก เพราะการหลงเพลินกับสิ่งเหล่านี้ จุดจบของมันคือความหายนะ “จงระวังไว้ให้ดี อย่าปล่อยใจของท่านให้หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานรื่นเริง ความเมามายและความกังวลถึงชีวิตนี้ มิฉะนั้น วันนั้นจะมาถึงท่านอย่างฉับพลันเหมือนบ่วงแร้ว (ที่ดักเราไว้)” (ลก.21:34-35)

       “ท่านทั้งหลายจงตื่นเฝ้าอธิษฐานภาวนาอยู่ตลอดเวลาเถิด”(ลก.21:36) การตื่นเฝ้าอธิษฐานภาวนาที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอน คงไม่ใช่การถือสายประคำสวด การท่องบทสวดทั้งวัน หรือการเฝ้าศีลทั้งวันทั้งคืน แต่เป็นการตั้งตนเองอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่เสมอ และทำกิจการทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ แน่นอนที่สุดกิจการที่สามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าต้องเป็นกิจการที่ดีและเป็นที่พอพระทัยพระองค์ การกระทำเช่นนี้เป็นการดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอที่จะต้อนรับองค์พระเยซูคริสตเจ้า เมื่อพระองค์จะเสด็จมาในวันเวลาที่เราไม่คาดคิด ฉะนั้นเราต้องระวังเรื่องการเข้าใจผิด หลายๆคนเข้าใจความหมายของการสวดภาวนาแคบเกินไป คิดว่าคือการท่องบทสวด เฝ้าศีล ฯลฯ จนกระทั่งละเลยกิจการที่มีคุณค่าอื่นๆ อาทิ การแสดงความรักความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้อง ซึ่งเป็นสาระสำคัญของพิพากษา อีกหลายคนก็เตรียมโน้นเตรียมนี่มากมายตามคำร่ำลือ แต่สิ่งที่สำคัญกับไม่ได้เตรียม นั่นก็การมั่นทำคุณงามความดีอยู่เสมอ คนที่เข้าใจผิดอย่างนี้จะไม่ได้รับความรอดพ้น ขอให้พระวาจาของพระเจ้าทำให้เราเข้าใจและเตรียมตัวอย่างดีอย่างถูกต้อง และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจึงจะสามรถไปยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์บุตรแห่งมนุษย์ได้ด้วยความชื่นชมยินดี.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

*********************************************************************************

ประกาศ

  1. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่

ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก

  1. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด

ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญ  ในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด

  1. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์

ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญในคืนวันที่ 24  ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด

  1. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้อง

ไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด

  1. วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค. 2018 ประชุมสภาภิบาล

หลังมิสซาเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

  1. วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค. 2018 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น.  เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  1. ประกาศ แต่งงาน

ระหว่าง               ยอห์นบัปติสตา อนุวัตร เกษกรรณ์

บุตร                    นาย สมร และมารีอา วรรณา เกษกรรณ์

กับ                           นางสาว เสมอเหมือน โลหะกิจ

บุตรี                        นาย สมาน และนาง สมศรี โลหะกิจ

จะทำพิธีแต่งงานวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 2018 ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆในการแต่งงาน ต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ

สารวัด ฉบับที่ 151202 วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Saturday, November 17th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพ่อยังรู้สึกว่าพ่อเพิ่งมาได้ไม่นาน จัดห้องจัดบ้านยังไม่เข้าที่เข้าทาง การตรวจตราหาของก็ยังไม่ทั่วถึง เพราะมีอีกหลายอย่างยังไม่รู้อยู่ที่ไหน การซ่อมแซมก็ยังทำไม่หมดสักที เพราะวัดของเรามันถึงเวลาซ่อมแซมแล้ว เรากำลังจะฉลองครบ 25 ปี เดือนตุลาคมเพิ่งออกไปสวดตามบ้านเสร็จเ ราก็เข้าบรรยากาศการเตรียมฉลองคริสต์มาสและฉลองวัดอีกแล้ว งานที่เราต้องร่วมมือกันมีภาพกว้างๆดังนี้ งานที่จะเตรียมก่อนวันฉลอง งานที่จะต้องช่วยกันทำในวันฉลอง และงานหลังจากวันฉลองผ่านพ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราคงต้องจัดลำดับก่อนหลังให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเราอาจจะพลาดได้ สิ่งที่ต้องทำแล้วเรายังไม่ได้ทำ  สิ่งที่ยังไม่ต้องทำเราไปรีบทำมันเสียแล้ว หกเดือนที่ผ่านมาพ่อได้พิสูจน์ให้พี่น้องเห็นแล้วว่า “พ่อทำคนเดียวไม่ได้” และในพวกเราก็คงไม่มีใครชอบทำงานคนเดียว โดยไม่ต้องการความร่วมมือจากผู้อื่น ตรงกันข้าม พ่อเชื่อว่าความร่วมมือจากหลายๆฝ่ายหรือจากพี่น้องทุกๆท่านจะนำมาซึ่งความสำเร็จอันงดงาม

พี่น้องครับพ่อได้ประชุมกับคณะกรรมสภาภิบาลชุดใหม่ ได้มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเรียบร้อยแล้ว และการเตรียมฉลองคริสต์มาสและฉลองวัด ก็ระบุผู้รับผิดชอบงานด้านต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว พ่อได้แจ้งถึงวิธีการทำงานและนโยบายในการทำงานแบบของพ่อให้คณะกรรมการสภาภิบาลไปแล้ว ในบทความนี้พ่อมีความปรารถนาที่จะแจ้งให้พี่น้องสัตบุรุษทุกท่านได้รับทราบด้วยนั่นก็คือ “คณะกรรมการสภาภิบาลเป็นตัวแทนของพี่น้องที่ต้องเข้าประชุมเพื่อรับทราบนโยบายการทำงานและหน้าที่ต่างๆที่จะต้องรับผิดชอบจากพ่อ เมื่อใครได้รับหน้าที่รับผิดชอบอะไรก็ต้องไปหาทีมงานมาช่วยกันทำ” และคนที่จะมาร่วมเป็นทีมงานก็ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่เป็นคณะกรรมการสภาภิบาลเท่านั้น แต่เป็นพี่น้องทุกๆท่านที่คณะกรรมการสภาภิบาลจะไปขอความร่วมมือให้มาร่วมทีมกันทำงาน การทำงานแบบนี้เป็นการทำงานที่ต้องการความร่วมมือจากทุกๆคนและทุกๆฝ่าย พ่อจึงขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกๆท่าน ถ้าคณะกรรมการสภาภิบาลมาขอความร่วมมือให้ทำอะไร ถ้าพี่น้องพอช่วยได้ก็อย่าปฏิเสธเลยนะครับ

พ่อเขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อเชิญพี่น้องทุกๆท่านมาร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยงานของวัด เพื่อทำให้วัดของเราเป็นชุมชนแห่งความเชื่อที่เข้มแข็งขึ้นสมกับครบรอบ 25 ปีของวัด และ50 ปีของชุมชนแห่งความเชื่อ พ่อเป็นพระสงฆ์มา 26-27 ปีแล้ว จำได้ว่าตอนเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ่อเคยได้รับมอบหมายงานที่สั้นมากและประทับใจมาก “คุณพ่อทำงานโดยไม่มีตำแหน่งได้หรือเปล่า พ่อตอบว่าได้ครับ คุณพ่อเจ้าอาวาสท่านนั้นก็บอกว่า ถ้างั้นก็มาทำงานด้วยกัน” ตั้งแต่นั้นพ่อก็ทำงานที่นั่นอย่างดีมีความสุขจนหมดวาระ พ่อจึงคิดว่า  “ตำแหน่งหน้าที่มันสำคัญไฉนกับการทำงานด้วยใจเป็นจิตอาสา” เพราะฉะนั้น พี่น้องอย่าไปคิดเลยนะว่า ในเมื่อฉันไม่ได้เป็นคณะกรรมการสภาภิบาล ก็ปล่อยให้พวกเขาทำกันไป พ่อคิดว่าถ้าเรารักวัดและชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้จริง เราน่าจะคิดว่าอะไรที่ฉันพอช่วยได้ทำได้ฉันจะช่วยฉันจะทำ นี่คือคนที่มีใจรักวัดรักชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้อย่างแท้จริง ขอให้บทความที่พ่อเขียนขึ้น เป็นการสื่อสารให้พี่น้องทุกท่านและคณะกรรม การสภาภิบาลทุกคนเข้าใจนโยบาย วิธีคิด และวิธีการทำงานของพ่อด้วย จึงแจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อเราทุกคนจะได้มาร่วมมือกันพัฒนาและปฏิบัติพันธกิจของวัดและชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้ ทั้งในระยะสั้นคือการฉลองคริสต์มาสและการฉลองวัด และในระยะยาวในด้านพันธกิจอื่นๆให้สำเร็จไปด้วยดี ขอบคุณทุกๆท่านเป็นอย่างสูงครับ.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สรณะที่แท้จริงของเรา

ก่อนที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวถึงความทุกข์เวทนาอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้น  มีศิษย์บางคนตั้งข้อสังเกตถึงความสง่างามของสิ่งปลูกสร้างในกรุงยรูซาเล็ม “ดูซิพระอาจารย์ ก้อนหินและอาคารเหล่านี้ช่างใหญ่โตจริงๆ” (มก.13:1) หลังจากพระองค์ได้ยินความภูมิใจเหล่านี้พระองค์ก็เริ่มกล่าวถึง การล้มสลายความพังพินาศของมัน “ท่านเห็นอาคารใหญ่เหล่านี้ไหม จะไม่มีก้อนหินเหลือซ้อนกันอยู่เลย ทุกสิ่งจะถูกทำลาย” (มก.13:2) ที่พระองค์กล่าวเช่นนี้มีนัยสำคัญหลายอย่าง แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการเตือนใจเราโดยภาพรวมก็คือ พระองค์ต้องการทำให้เราเข้าใจสัจธรรมความจริงของสรรพสิ่งในโลก “ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง” มีเวลาเกิดมีเวลาตาย มีเวลารุ่งเรืองมีเวลาเสื่อมถอย  มีเวลาสร้างมีเวลาทำลาย  มีเวลาใหม่มีเวลาเก่า นี่เป็นสัจธรรมความจริงของสรรพสิ่งในโลก ใครที่สามารถเข้าถึงก็เป็นผู้เจริญแล้วซึ่งปัญญา  เขาจะไม่ยึดติดกับสิ่งภายนอกฉาบฉวย เป็นผู้ที่ฉลาดทางธรรม

ในเมื่อสัจธรรมความจริงเป็นเช่นนี้  “ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง” คนฉลาดทางธรรมจะทราบว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ยึดเป็นสรณะที่แท้จริงไม่ได้ แต่อนิจจาความเจริญทางวัตถุ มนุษย์สามารถสร้างตึกสูงละฟ้า ความเจริญทางเทคโนโลยีที่ดูเหมือนว่ามนุษย์จะสามารถทำได้ และสามารถเอาชนะทุกสิ่ง ทำให้มนุษย์หลงตัวเองอยู่ในวังวนของอวิชา พยายามอุปโหลกตัวเองว่าเป็นพระเจ้า เป็นผู้สร้างสรรค์โลก ครอบครองจักรวาล แต่ไม่ช้าก็เร็วสัจธรรมจะปรากฏตามที่เป็นจริง อะไรๆที่เราคิดว่ามั่นคงถาวรเป็นสรณะได้ กลับกลายเป็นสิ่งที่เสื่อมสลายและไร้คุณค่าความหมายโดยสิ้นเชิง เมื่อเผชิญหน้ากับสังขาร ความหนุ่มสาว ความหล่อเหลางดงามบนใบหน้าอยู่ที่ไหน ความแข็งแรงสามารถทำงานหนักเป็นนักกีฬาอยู่ที่ไหน รอยตีนกาความเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่พยายามลบแล้วลบอีก แต่ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้งเดียว ได้แต่เก็บบังซ่อนมันไว้ชั่วครั้งชั่วคราว สิ่งต่างๆรวมทั้งบุคคลที่อยู่รอบข้าง เริ่มเสื่อมสลายล้มหายตายจาก เมื่อถึงวันนั้นเราจะรู้ว่าเราไม่มีอำนาจอะไรเลย เราเป็นเพียงจุดเล็กๆในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ไม่สามารถแม้กระทั่งบังคับสังขารของตนให้หยุดไม่เลื่อนไหลไปตามกาลเวลา ทุกสิ่งจะเริ่มร้องขานด้วยเสียงแห่งสัจธรรมว่า มนุษย์เอ๋ยเจ้าไม่สามารถครอบครองเรา มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถครอบครองเราอย่างแท้จริง

“ดวงอาทิตย์จะมืดไป …ดวงดาวจะตกจากฟ้า …ท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน….. บุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา..ทรงพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่” (มก13.:24-26) เบื้องหลังความทุกข์เวทนาความเสื่อมสลายของสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงซ่อนความหวังไว้ ทรงบอกกับเราทุกๆวัน ผ่านทางธรรมชาติแห่งการเกิดสิ่งใหม่ที่จะต้องมีความลำบาก  ความตายเสมอ อาทิ เมล็ดข้าวต้องเน่าเปื่อยจึงจะงอกเป็นต้นใหม่ ฯลฯ ความหวังนี้คือการสร้างใหม่ พระเจ้าจะเสด็จมาในพระสิริรุ่งโรจน์นำความชื่นชมยินดีมาให้กับผู้ที่เข้าใจสัจธรรม และยึดพระองค์ไว้เป็นสรณะแห่งตน พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้จึงไม่ใช่การขู่ให้เรากลัว แต่เตือนใจเราให้ดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ มองเครื่องหมายแห่งกาลเวลาด้วยสายตาแห่งธรรม เพื่อเราจะได้เห็น เข้าใจ ในสรณะที่แท้จริงคือองค์พระเจ้า และยึดมั่นพระองค์ไว้ด้วยความเชื่อ เพราะพระองค์นี่แหละสามารถนำความชื่นชมยินดีมาให้กับเรา.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประกาศ

  1. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  4. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญคริสต์มาสในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด
  5. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้อง ไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  6. วันอาทิตย์ที่ 2 ธ.ค. 2018 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ต้องการนำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ ส่งก่อนวันรับศีลล้างบาป
  7. ประกาศแต่งงาน
  • ระหว่าง           ยอห์นบัปติสตา อนุวัตร เกษกรรณ์
  • บุตร            นาย สมร และมารีอา วรรณา เกษกรรณ์
  • กับ              นางสาว เสมอเหมือน โลหะกิจ
  • บุตรี              นาย สมาน และนาง สมศรี โลหะกิจ

จะทำพิธีแต่งงานวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 2018

ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆในการแต่งงาน ต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ

สารวัด ฉบับที่ 151201 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Saturday, November 10th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

การกลับใจเป็นสิ่งจำเป็นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ในทางจิตวิทยาเขาเรียกกันว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตามพ่อเชื่อว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใครได้ นอกจากตนเองจะสมัครใจยินยอมเปลี่ยนเอง แม้แต่พระเจ้าผู้ทรง      สรรพานุภาพพระองค์สามารถทำได้ทุกสิ่ง ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่เปลี่ยนใครถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม เพราะพระเจ้าทรงสร้างเรามนุษย์มาด้วยความรัก และทรงประทานอิสรภาพให้มนุษย์ ทุกคน อีกทั้งทรงเคารพอิสรภาพที่ทรงประทานให้นั้น โดยให้มนุษย์เลือกปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติเลวด้วยการตัดสินใจของมนุษย์เอง พวกเราสังเกตุเห็นไหมว่าขนาดพระองค์ทรงยอมทนทรมานและสิ้นพระชนม์บน ไม้กางเขน เพื่อช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากบาปโทษทั้งมวล แต่ทำไมยังมีคนบาปคนไม่ดีอยู่บนโลกใบนี้อีก นี่ก็แสดงว่าพระองค์ไม่ได้ทรงบังคับใครให้เป็นคนดี ถ้าใครปรารถนาที่จะเป็นคนดีต้องตัดสินใจประพฤติดีทำดีด้วยตนเอง

ใครเล่าจะเปลี่ยนชีวิตใครได้ นอกจากคนๆนั้นเขาจะยอมรับความจริงแห่งตนและยอมเปลี่ยน เขาต้องสำรวจตัวเองและรับรู้ว่ากิจการที่ตนเองปฏิบัติอยู่นั้นมันนำความเดือดร้อนเสียหายมาให้กับตนเองและผู้อื่น กิจการนั้นมันนำความน่าทุเรศทุรังมาสู่ตัวเขาจึงสำนึกได้ว่าเขาจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น  เพื่อพฤติกรรมของเขาจะได้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคม และนำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น ถ้าคนเรายอมรับความจริงในตนเองที่เป็นความผิดบกพร่องได้ และยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น คนๆนั้นจะพบกับจุดเปลี่ยนแห่งชีวิตของตนและยอมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิต พ่อเรียนจิตวิทยามาพอสมควรอยู่พบว่ามีนักจิตวิทยาหลายท่านพยายามหาวิธีการ ทำให้มนุษย์รู้จักตนเองเพื่อจะได้สามารถชี้ทางสว่างให้มนุษย์เปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้นหรือกลับใจ แต่พ่อยังไม่เคยพบวิธีการไหนทำสำเร็จสักวิธีการเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อไม่เคยพบผู้ที่เข้าสู่กระบวนการทางจิตวิทยา แล้วเกิดการกลับใจเปลี่ยน แปลงชีวิตนะครับ  แน่นอนที่สุดพ่อเคยพบเห็นหลายท่านเหมือนกัน แต่เมื่อสอบถามแล้วพบว่ากระบวนการทางจิตวิทยาช่วยทำให้เขารู้จักตนเอง แต่การเปลี่ยนแปลงชีวิตการกลับใจมาจากคนๆนั้นที่ปรารถนาที่จะทำชีวิตของตนให้ดีขึ้น เพราะรู้ว่าชีวิตแบบเดิมมันไม่ดีสร้างความเสียหายให้ตนเองและผู้อื่น

ความผิดพลาดเป็นวิสัยของมนุษย์แต่การดื้อรั้นเป็นวิสัยของปีศาจ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปีศาจมันต้องตกนรกตลอดนิรันดร  เพราะพวกมันไม่ยอมสำนึกผิดกลับใจขอโทษพระเจ้า ซึ่งพระเจ้ายินดีที่จะให้อภัยเหล่าปีศาจอยู่แล้ว มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าพร้อมที่จะให้อภัย และแสดงความเมตตาของพระองค์อยู่เสมอ แต่น่าเสียดายมีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีความสำนึกผิดชอบชั่วดีอะไร พวกเขาเมินเฉยต่อพระเมตตาและความพร้อมที่จะให้อภัยของพระเจ้า จองหองคิดว่าตนเองดีอยู่แล้วจึงไม่เข้าไปพึ่งพระเมตตาของพระเจ้า ไม่วอนขอพระเมตตาจากพระองค์ บุคคลเช่นนี้อยู่ในอันตรายที่จะสูญเสียวิญญาณได้ง่ายๆ พระเยซูคริสตเจ้าจึงกำชับอย่างจริงจังว่า “บาปทุกชนิดพระเจ้าจะทรงให้อภัย แต่บาปที่ทำผิดต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลย” เพราะพระจิตเจ้าเป็นองค์ความจริง ใครก็ตามที่ทำผิดต่อความจริง ทำผิดแล้วไม่มีความสำนึกผิดไม่เคยคิดจะขอโทษพระเจ้า วอนขอพระเมตตาจากพระองค์คนๆนั้นจะได้รับการอภัยได้อย่างไร จึงสมควรแล้วที่บุคคลเช่นนี้ต้องได้รับโทษตามความผิดที่ตนได้กระทำไว้

จาก คุณพ่อเจ้าวัด 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มนุษย์มองดูภายนอกแต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรภายในจิตใจ

พระเยซูคริสตเจ้าทรงบริภาษบรรดาธรรมาจารย์อย่างรุนแรง จงระวังบรรดาธรรมาจารย์ ที่ชอบสวมเสื้อยาวเดินไปมา พอใจให้คนทั้งหลายคำนับตามลานสาธารณะ พอใจนั่งแถวหน้าในศาลาธรรม พอใจนั่งที่หัวโต๊ะในงานเลี้ยง (มก.12:38-39) อย่างนี้ คงไม่ใช่เพราะธรรมาจารย์ทุกคนต้องเป็นคนแบบนี้กันหมด แต่พระองค์ต้องการเตือนพวกเราให้ระวัง “อย่ามองคนแต่ภายนอก” เพราะคนบางคนชอบใช้วิธีการเหล่านี้ อาทิ ทำท่าศรัทธา ทำบุญอวดชาวบ้าน แต่งตัวหรูหรา ฯลฯ ในการดึงดูดความสนใจของผู้คน เพื่อเป็นบันไดทางสังคมและศาสนาก้าวสู่การมีหน้ามีตา ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความมีเกียรติ และตำแหน่งสูง โดยมีเบื้องหลังซับซ้อนแอบแฝงเพราะแท้ที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนดีอะไรเลย เมื่อพิจารณาการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในสังคมวันนี้ เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าพวกเขาทำกันเพื่ออะไร และทำไมพระเยซูคริสตเจ้าต้องบริภาษรุนแรงขนาดนี้

และนี่ก็คือคำตอบ คนพวกนี้กินบ้านของหญิงม่าย (มก.12:40) ที่พระเยซุคริสตเจ้าใช้ หญิงม่าย เพราะหญิงม่ายในสมัยของพระองค์ เป็นคนที่ลำบากไม่มีเกียรติศักดิ์ศรีในสังคม พระองค์จึงใช้หญิงม่ายเป็นตัวแทนของคนจน คนด้อยโอกาสทั้งหลาย เมื่อเราพิจารณาคำตอบที่พระเยซูคริสตเจ้าให้ไว้ เราจะทราบทันทีว่าคนพวกนี้ต้องการหน้าตา เกียรติยศ และตำแหน่งสูงๆไปเพื่ออะไร ถ้าได้มาเพื่อจะได้ทำตามจิตตารมณ์แห่งความยิ่งใหญ่ตามที่พระองค์สอน ผู้ใดปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นที่หนึ่งในหมู่ท่าน ก็ต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน (มก.10:43-44)       ก็ดีนะซิ และไม่ต้องลงทุนสร้างภาพขนาดนี้หรอก เพียงแค่เราลงมือปฏิบัติตามอย่างที่พระองค์สอนก็พอแล้ว แต่ที่สำคัญที่ต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง และตำแหน่งใหญ่โต เพื่อหาทางสบายโดยการเอารัดเอาเปรียบคดโกงชาติและผู้อื่น เป็นต้นผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่อย่าลืมว่าเสียงร้องของคนจนคนอ่อนแอขึ้นไปถึงพระกรรณของพระเจ้าแล้ว และพระองค์ก็ไม่ได้ทอดพระเนตรอย่างมนุษย์ แต่ทอดพระเนตรถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรา คนเหล่านี้จะรับโทษหนักกว่าคนอื่น (มก.12:40)

ด้วยเหตุนี้กิจการที่จะมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า ต้องเป็นกิจการที่มาจากน้ำใสใจจริง กิจการหน้าไหว้หลังหลอกตบตาพระองค์ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่มีน้ำใจดีทั้งหลายที่คอยช่วยเหลือพระศาสนจักร ก็อย่าคิดว่าพระเยซูคริสตเจ้าบริภาษพวกท่าน ถ้าพวกท่านทำกิจการต่างๆด้วยน้ำใจดีจริงใจปรารถนาที่จะช่วยพระศาสนจักร ช่วยผู้ด้อยโอกาส     จงทำต่อไปเพราะพระเจ้าจะอวยพรพวกท่าน ครอบครัว และกิจการพวกท่านด้วย เพราะทานของพวกท่านเป็นการให้ด้วยใจกว้าง จึงจัดได้ว่าเป็นทานที่มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระองค์เหมือนกัน

ทานของหญิงม่ายที่พระวรสารกล่าวถึง เป็นทานที่มาจากน้ำใสใจจริง และตามกำลังความสามารถ นางได้ให้ด้วยใจและสุดความสามารถของนาง ทานที่นางทำจึงมีคุณค่าที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ไม่ใช่นักคำนวณจึงไม่ได้ทอดพระเนตรเชิงปริมาณ แต่ทอดพระเนตรสิ่งที่มีอยู่ในส่วนลึกแห่งจิตใจของเรา พระเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราแม้แต่ชีวิตของพระองค์เองด้วยความรัก ความรักคำนวณเป็นเชิงปริมาณตวงวัดไม่ได้ เรามนุษย์จึงต้องตอบสนองความรักของพระองค์ดุจเดียวกัน โดยทำทุกอย่างถวายแด่พระองค์ด้วยความรัก และความจริงใจ

พระเจ้าสถิตกับท่าน                                        

                                                                              คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

************************************************************

ประกาศ

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ขอให้ทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด นำแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ ในเดือนตุลาคมมาส่งคืนที่วัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  3. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.  2018 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  6. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด       
  7. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้องไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด