บอกเล่าให้ฟัง
เทศกาลแห่งการ ลด ละ เลิก คริสตชนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเทศกาลมหาพรตเป็นเทศกาลแบบนี้ แต่ถ้าเราสังเกตดูจากกิจการที่พระศาสนจักรสั่งให้เราคริสตชนปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต การอธิษฐานภาวนา การทำพลีกรรมและจำศีลอดอาหาร การให้ทาน ทำกิจเมตตาต่างๆ เราจะพบว่าความจริงการ ลด ละ เลิก เป็นส่วนหนึ่งของเทศการมหาพรตเท่านั้น และถ้าเราพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงจิตตารมณ์ของกิจการต่างๆ เราจะพบเทศกาลมหาพรตเป็นเทศกาลที่เน้นการปฏิบัติมากกว่าการ ลด ละ เลิก อาทิ การทำพลีกรรมและการจำศีลอดอาหาร ดูจากลักษณะของกิจการ ก็น่าจะเป็นการ ลด ละ เลิก เราต้องบังคับตนเองมากขึ้นไม่ให้ติดใจอยู่กับความสะดวกสบาย ตัดใจจากสิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษเพื่อฝึกฝนการบังคับตัวบังคับใจตนเอง พิจารณาดูเผินๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นการ ลด ละ เลิก เท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาตามจิตตารมณ์เราจะพบว่ากิจการนี้มีอะไรมากกว่าที่เราคิดและเข้าใจ เพราะพระศาสนจักรสั่งไว้ว่า “สิ่งที่เราได้จากการทำพลีกรรมและจำศีลอดอาหาร ความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบายตามปกติที่เราเคยทำ เราต้องนำไปทำทานช่วยเหลือผู้อื่นเป็นต้น คนด้อยโอกาส” เช่น การดำเนินชีวิตกินอยู่ตามปกติ เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายต่อวัน 800 บาท ในเทศกาลมหาพรตหลังจากที่เราทำพลีกรรมและจำศีลอดอาหารแล้ว เราใช้เงินต่อวันเพียง 500 บาท ค่าใช้จ่ายที่ลดลงไปนี่แหละเราต้องนำไปทำทานหรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เมื่อเราพิจารณาเช่นนี้เราพบว่า เทศกาลมหาพรตเน้นเรื่องการปฏิบัติความดีกิจเมตตามากกว่าการ ลด ละ เลิก
การปฏิบัติตามพระบัญญัติของศาสนาต่างๆ ถ้าพิจารณาดีๆก็จะพบ ว่ามีลักษณะเดียวกัน ศาสนาพุทธศีล 5 มีเบญจศีลข้อห้าม และเบญจธรรมข้อพึงปฏิบัติ พระศาสนจักรคาทอลิกเวลาที่สอนคำสอนเกี่ยวเรื่องพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า และพระศาสนจักร เราต้องสอนข้อพึงปฏิบัติด้วยเช่นเดียวกัน อาทิ คุณธรรมหรือฤทธิกุศลต่างๆ ความเชื่อ ความวางใจ ความรัก ความยุติธรรม ความฉลาด ความเข้มแข็ง ความมัธยัสถ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้นการถือตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าและพระศาสนจักร เราจึงไม่ได้คิดถึงเพียงข้อห้ามอย่างเดียว อย่าทำอย่างนี้นะเป็นบาป อย่าทำอย่างนั้นนะเป็นบาป แต่เราต้องคิดถึงข้อพึงปฏิบัติด้วยว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเป็นคนดีขึ้นในด้านต่างได้เรื่อยๆ เพื่อเราจะได้สามารถเป็นคนดีบริบูรณ์อย่างที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงความดีบริบูรณ์
พระศาสนจักรพยายามทำให้กิจการหรือแบบฝึกฝนต่างๆ ในเทศกาลมหาพรตเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อเราจะได้เตรียมตัวเตรียมจิตใจสมโภชปัสกา การรับทนทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า พระศาสนจักรให้พวกเราเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรำพึงถึงเรื่องราวแห่งพระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า และชัยชนะในการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ ต้องการจะบอกกับเราว่าผ่านหนทางแห่งไม้กางเขน เราจึงสามารถพบกับความสว่างและความรอดพ้น วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต มีเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณในเทศกาลมหาพรต วันเสาร์เวลา 19.00 น. วันอาทิตย์เวลา 8.45 น. ทั้งนี้เพื่อทำให้การรำพึงการอธิษฐานภาวนาเป็นรูปธรรมชัดเจน การให้ทานทำกิจเมตตาต่างๆพระศาสนจักรให้มีกระบอกมหาพรต เพื่อออมเงินจากการทำพลีกรรมจำศีลอดอาหาร ไม่ใช่เพื่อให้พี่น้องทำบุญให้พระศาสนจักรเอาไปใช้ แต่เพื่อให้พี่น้องออมเงินจากการบังคบตนเองของพี่น้อง และเอามามอบให้พระศาสนจักรเมื่อจบเทศกาลมหาพรต หลังจากนั้นพระศาสนจักรจะนำเงินทั้งหมดนี้ไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คนยากจน ผ่านทางอัครสังฆมณฑลและทางเขต ในเขต 2 ของเรามีการบริหารจัดการโดยนำเงินไปช่วยองค์กรในเขต 2 ที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ลี้ภัย และเป็นทุนการศึกษาให้ลูกหลานของเราที่มีความจำเป็นต้องการความช่วยเหลือ ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้กิจการที่เราทำในเทศกาลมหาพรตเป็นรูปธรรมทั้งสิ้น.
จากคุณพ่อเจ้าวัด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
การพูดจาและพลังในการสั่งสอน
“เมื่อเขย่าตะแกรง ย่อยเหลือกากฉันใด เมื่อคนหนึ่งพูด ความบกพร่องของเขาก็ย่อมปรากฏออกมาฉันนั้น” (บสร.27:4) เมื่อได้ฟังได้อ่านพระคัมภีร์ทั้งหมดในวันนี้แล้ว เราคงมีความรู้สึกว่าแม้พระคัมภีร์จะถูกเขียนขึ้นมาเป็นเวลานานนับพันๆปี แต่ยังคงทันสมัยมีพลังในการสั่งสอนอยู่เสมอ ในปัจจุบันพวกเราคงเคยได้ยินว่า “ผู้ที่ฉลาดจริงจะไม่พูดมากเป็นต้นในเรื่องที่เขาไม่มีความชำนาญ แต่จะเป็นนักฟัง เพราะยิ่งพูดมากยิ่งผิดมาก” หรืออาจจะเคยได้ยินคำว่า คนนั้นคนนี้พูดแล้วต้องใช้ตะแกรงมาร่อนสักกี่ชั้นอะไรทำนองนี้ นี่ก็เป็นสำนวนที่คล้ายๆกัน “การสนทนาย่อมพิสูจน์นิสัยของมนุษย์” (บสร.27:5) เราเคยได้ยินสำนวนที่ว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้เตือนใจเราในเรื่องของการพูดจาและพลังในการสั่งสอน “แบบอย่างในการดำเนินชีวิตส่งเสียงดัง มีพลังมากกว่าคำพูด” เรื่องนี้แทบไม่ต้องพิสูจน์เพราะหลายๆคนคงมีประสบการณ์อยู่แล้ว นักเทศน์แม้จะมีวาทศิลป์เยี่ยมยอดเพียงใด ก็ทำได้เพียงแค่ให้ความสนุกบันเทิงเท่านั้น แต่สาระที่จะนำไปปฏิบัติการเทศน์สอนแบบนี้คงไม่มีพลังพอที่จะชักจูงผู้คนให้ปฏิบัติตาม หรืออาจจะทำได้เพียงทำให้คนหลงคารมเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
พี่น้องหลายๆคนคงเคยประสบปัญหาในเตือนสอนลูกหลาน และลูก หลานไม่เชื่อฟัง เมื่อเป็นเช่นนี้พี่น้องลองกลับไปพิจารณาดูว่า เราทำอะไร เรากำลังบ่นจนรำคาญหรือเรากำลังเตือนสอน ถ้าเราใช้วิธีการบ่นรับรองได้ว่าไม่ได้ผล ถ้าพิจารณาแล้วปรากฏว่าเราไม่ได้บ่นแต่ใช้วิธีการชักชวน ถ้าไม่ได้ผลอีกก็ต้องไปดูว่า เราเคยเป็นคนแบบไหนและมีแบบอย่างให้พวกเขาได้เห็นหรือ ไม่ สามีภรรยาคุณพ่อคุณแม่หลายท่านมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ สวดภาวนาแล้ว ก็เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นเขาไม่ได้ปฏิบัติอย่างที่ตนเองปฏิบัติ เริ่มบ่นว่าคนนั้นคนนี้หน้าตาก็บอกบุญไม่รับ เชื่อเถอะครับถ้าทำแบบนี้คนในครอบครัวคนในบ้านเขาไม่มีวันปฏิบัติตามเราหรอก เพราะคนที่ไปร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ และสวดภาวนามา หน้าจะต้องอิ่มบุญและมีความสุข และเริ่มแสดงความรักความเมตตาต่อผู้อื่น ถ้าเรามีท่าทีแบบนี้แล้วถามถึงทุกข์สุขกับคนในครอบครัวด้วยหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส วันหนึ่งคนในครอบครัวของคุณก็จะเริ่มสงสัยว่าทำไมคุณจึงมีความสุขแบบนี้ และเขาจะปรารถนาที่จะมีความ สุขบ้าง และวันนั้นเขาจะมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ และสวดภาวนาเอง ไม่ใช่เพราะคำพูดดีๆของคุณนั้นหรอก แต่เพราะแบบอย่างที่คุณแสดงให้เขาเห็น มีพลังในการสั่งสอนมากกว่าคำพูดของคุณ
ความซื่อตรงในความคิดและกิจการเป็นเรื่องที่สำคัญในการสั่งสอน ในพระวรสารนักบุญลูกาบทที่ 6 ได้กล่าวถึงเรื่องทำนองนี้ไว้หลายตอน “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอกได้หรือ ทั้งคู่จะตกลงไปในคูมิใช่หรือ” (ลก.6:39) “ท่านจะกล่าวแก่พี่น้องได้อย่างไรว่า…ให้ฉันเขี่ยเศษฟางออกจาก ตาของท่านเถิด ขณะที่ท่านไม่เห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเอง” (ลก.6:42) เมื่อได้อ่านได้ยินข้อความเหล่านี้พวกเรามักจะคิดถึงพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ ในปัจจุบันพวกเราจะคิดถึงพระสงฆ์ ผู้เทศน์ทั้งหลาย ความจริงบุคคลเหล่านี้ก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องเตือนใจตนเองบ่อยๆ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือพวกเราคริสตชนทุกคน ที่ต้องมีชีวิตเป็นพยานให้ผู้อื่น ได้รับรู้ความดีความรักความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ทุกคน และบรรดาผู้ที่มีหน้าที่ต้องตักเตือนสั่งสอนผู้อื่นทั้งหลาย ถ้าเรามีความซื่อตรงในความคิดและกิจการมีแบบอย่างที่งดงามให้เห็นประจักษ์ชัด แน่นอนที่สุดคำพูดการสั่งสอนการตักเตือนของเราจะมีพลังเป็นยอมรับของผู้คนทั้งหลาย.
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ประกาศ
- ในเทศกาลมหาพรตมีเดินรูป 14 ภาค ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ วันเสาร์เวลา 19.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 45 น. ส่วนกิจศรัทธาอื่นของดไป ให้พี่น้องทำส่วนตัวในเทศกาลมหาพรต
- วันพุธที่ 6 มี.ค. 2019 เป็นวันพุธรับเถ้า เริ่มต้นเทศกาลมหาพรตขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาเสกและโปรยเถ้าเวลา 19.00 น. ด้วยและในวันนี้คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปต้องอดเนื้อหรือทำพลีกรรมอื่นๆทดแทน คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ถึง 59 ปีบริบูรณ์ต้องอดอาหาร การอดอาหารหมายถึง การรับทานอาหารอิ่มเพียงมื้อเดียว
- วันอาทิตย์ที่ 10 มี.ค. 2019 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
- ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ในปีนี้จะเริ่ม วันที่ 21 มี.ค จนถึงประมาณ 25 เม.ย 2019 ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ความต้องการรถรับส่งได้ที่หน้าวัด
- การซ่อมแซมวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังมิสซานี้ ขอให้พี่น้องช่วยกันขนหนังสือเอาไปไว้ที่หน้าวัด และช่วยกันจัดให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม
ประกาศแต่งงาน
ระหว่าง นาย จุฑา ธรรมจินดา
บุตร นาย จิตตวัฒน์ และ นาง โกสุม ธรรมจินดา
กับ มารีอา ณัฎฐ์ชพิทย์ สุรนันทชัย
บุตรี ยอแซฟ บุญช่วย และ นาง ศรีจันทร์ สุรนันทชัย
ประกอบพิธีวันเสาร์ที่ 16 มี.ค. 2019 เวลา 10.00 น.
ถ้าผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆ ต้องแจ้งให้พ่อเจ้าวัดทราบ
คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต
Tags: ประกาศจากทางวัด, ประกาศประจำสัปดาห์, วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้ารังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต