สารวัด ฉบับที่ 151199 วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2018

บอกเล่าให้ฟัง

ในที่สุดค่ายเด็กๆและเยาวชนระยะสั้นก็จบลงไปด้วยดี มีเด็กๆเยาชนและพี่เลี้ยง 30 กว่าชีวิตบวกลบ ได้มีโอกาสมาทำกิจกรรม และใช้ชีวิตร่วมกัน อีกทั้งยังมีโอกาสได้สัมผัสชีวิตเด็กๆที่ศูนย์มาร์ติน เรียนรู้จักเรื่องพระคัมภีร์ พิธีกรรม และความเป็นมาของพระศาสนจักรในประเทศไทย  ในโอกาส 350 ปีมิสซังสยาม พ่อไม่ทราบหรอกว่าเด็กแต่ละคนจะเก็บเกี่ยวความรู้ได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับพ่อแล้วเพียงเด็กๆและเยาวชนที่มีโอกาสมาใช้ชีวิตร่วมกัน มารู้จักวิถีชีวิตอื่นๆที่ต่างจากตนเองและคนในครอบครัว มันก็เป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่แล้ว พวกเขาได้เรียนรู้ว่ามีคนอื่นๆที่ต่างจากเขา มีความสามารถต่างกัน ปัญหาต่างกัน วิถีชีวิตต่างกัน การเรียนรู้ความแตกต่างของกันและกันจะเป็นมูลเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจความเมตตากรุณา และนำมาซึ่งความช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อไปในอนาคต

การมีเพื่อนเพิ่มขึ้น และที่สำคัญเป็นเพื่อนที่มีความเชื่อเหมือนกัน พ่อคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะเพื่อนๆเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือกันในเรื่องความเชื่อความศรัทธา รวมทั้งในการปฏิบัติศาสนกิจ ต่อไปนี้เด็กๆและเยาวชนเหล่านี้เขาจะมาวัดอย่างมีความหมายอย่างมีคุณค่ามากขึ้น เพราะพวกเขาจะเข้าใจสิ่งที่ปฏิบัติมากขึ้นและจะได้มีโอกาสมาพบเพื่อนๆของเขา เมื่อลูกๆเป็นเพื่อนกัน ต่อไปผู้ใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะรู้จักและเป็นเพื่อนกันด้วย การมีเพื่อนเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ดี คนจีนเป็นชนชาติที่ค่อนข้างถือสานับญาติและคนใกล้ชิดมาก เขาสอนลูกหลานว่า “บ้านใกล้เรือนเคียงเราต้องพยายามผูกมิตรไว้” เพราะสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ และยังสอนด้วยว่า “มีเพื่อนเป็นแสนๆคนยังไม่พอแต่มีศัตรูและคนเลวๆข้างกายเพียงคนเดียวก็มากเกินไปแล้ว” พ่อจึงกล้าบอกกับพี่น้องว่าการรู้จักกัน การมีเพื่อนมากขึ้น การมีประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่นในเรื่องดีๆ เป็นความงดงามของชีวิต ทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆของความเป็นคน ทางกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และจิตวิญญาณ

การใช้บ้านพ่อเป็นค่ายเด็กๆและเยาวชน ทำให้พ่อมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเด็กๆและเยาวชนมากขึ้น ในวันแรกตอนลงทะเบียนระยะห่างของพ่อกับเด็กๆและเยาวชนก็ไกลโขอยู่ หลังจากผ่านไปแค่ครึ่งวันความใกล้ชิดก็มีมากขึ้น ต่อมาเด็กเริ่มมาพูดคุยถามโน้นถามนี่ มาขอความช่วยเหลืออย่างนั้นอย่างนี้ และในที่สุดก็เรียกพ่อว่า “พ่อโก๋” พ่อคิดอยู่คนเดียวว่า ลองถ้าเป็นอย่างนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ เวลาพวกเขามีเรื่องอะไร อย่างน้อยมีอีกคนหนึ่งนอกเหนือจากพ่อแม่ของตน ที่เขาจะสามารถมาหามาพูดคุยปรึกษาหารือได้ พี่น้องว่าดีไหมครับ แต่พ่อคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ ในเรื่องศาสนา ความเชื่อ การปฏิบัติศาสนกิจน่าจะมีหลายเรื่องที่อยู่ในความสงสัยของพวกเขา แม้พี่น้องเองพ่อก็เชื่อว่ามีหลายคนที่มีความสงสัยและความไม่เข้าใจอยู่หลายเรื่อง แต่คงไม่กล้ามาถามพ่อและยังคงเก็บความสงสัยไว้อยู่จนถึงวันนี้  เพราะว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์ดีๆเหมือนเด็กๆและเยาวชนพวกนี้ พี่น้องคงเคยเห็นว่า ในหมู่พี่น้องเองมีหลายคนสามารถคุยกับพระสงฆ์แบบสบายๆ เป็นธรรมชาติ สาเหตุก็เพราะว่าพวกเขาเคยมาช่วยงานที่วัด มีโอกาสได้คลุกคลีตีโมงกับพระสงฆ์  และบรรดาศาสนบริกร เวลามีอะไรพวกเขาก็จะกล้าเข้ามาหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆเสมือนว่าเราได้มีเพื่อนร่วมเดินทางความเชื่ออีกคนหนึ่งที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องความเชื่อและศาสนาพอสมควร ที่เราสามารถปรึกษาได้ ในโอกาสนี้พ่อจึงขอบพระคุณพระเจ้า ขอบคุณพี่น้องที่มีน้ำใจดีทุกท่านที่เสียสละและช่วยเหลือทำให้ค่ายเด็กๆและเยาวชนสำเร็จไปด้วยดี.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ความมืดบอดฝ่ายจิตวิญญาณ

เวลาที่เราพบคนตาบอดขึ้นรถประจำทางหรือข้ามถนน เราจะรู้สึกสงสารและรู้สึกทึ่งในเวลาเดียวกัน เพราะการเดินทางของเขานั้นยากลำบากต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็รู้สึกทึ่งเพราะเขามีประสาทสัมผัสส่วนอื่นที่ดีกว่าเรามาก อาทิ การสัมผัส การได้กลิ่น และความทรงจำ นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงพระเมตตาประทานบางสิ่งมาทดแทนส่วนที่เขาบกพร่องไป คนตาบอดทางกายภาพนับว่าเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจอยู่แล้ว แต่คนที่มืดบอดฝ่ายจิตวิญญาณก็น่าเวทนามากกว่า เพราะเขาอยู่ในความผิดหลง อยู่ในบาป ไม่ยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม บุคคลประเภทนี้พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า เป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะสูญเสียชีวิตนิรันดร “มนุษย์จะได้รับการอภัยบาปทุกชนิดรวมทั้งดูหมิ่นพระเจ้าด้วย แต่คำดูหมิ่นพระจิตเจ้า…….กล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลยทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า” (มธ.12:31-32) ที่พระองค์สอนเช่นนี้เพราะการดูหมิ่นพระจิตเจ้า และการกล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้า หมายถึงการไม่ยอมรับความจริง ไม่สำนึกถึงความผิดของตน เพราะพระจิตเจ้าคือองค์ความจริง

พระเยซูคริสตเจ้ายังสอนด้วยว่า ถ้าจะต้องแลกระหว่างตาบอดกับสูญเสียชีวิตนิรันดร เราต้องยอมตาบอดจะดีกว่าเสียชีวิตนิรันดร “ถ้าตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงควักมันออกเสีย ท่านจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า….ดีกว่า…ถูกโยนลงนรก” (มก.9:47) สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นว่า ความมืดบอด ความป่วยไข้ฝ่ายจิตวิญญาณอันตรายยิ่งกว่าทางกายภาพเพราะ ฉะนั้น เราต้องพยายามเอาใจใส่ดูแลรักษาสภาพฝ่ายจิตวิญญาณอยู่เสมอ โดยการพิจารณามโนธรรมทุกๆวัน ถ้าเรารู้สึกว่ามีอะไรบกพร่องทางจิตวิญญาณ อาทิ ทำแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ทำแล้วรู้สึกว่าถูกตำหนิจากภายใน ฯลฯ เราต้องรีบเข้าไปรับการรักษาจากพระเมตตาของพระเจ้าทางศีลอภัยบาปทันที

ท่าทีของบารทิเมอัสขอทานตาบอดคนนั้น ความรู้สึกทุกข์ทรมานกับการตาบอดของเขา ความพยายามที่จะพ้นจากสภาพนั้น เขากระตือรือร้นหาทาง คอยโอกาส และเมื่อมีโอกาสเขาร้องขอพระเมตตาด้วยเสียงอันดัง “เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังผ่านมา เขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า ข้าแต่พระเยซูโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด”(มก.10:47) เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมันทำให้เขาได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า คนจะกลับตัวกลับใจเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ ต่อเมื่อเขารู้สึกได้ถึงความทุกข์ความน่าทุเรศทุรังของวิถีชีวิตแบบเดิมเช่นเดียวกับขอทานตาบอดคนนั้น เพราะเมื่อสบโอกาสเขาจะรีบไขว่คว้าทันทีโดยไม่หวั่นเกรงอุปสรรค์ใดๆ และยินดีละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่ทำให้เขาเจ็บช้ำ “หลายคนดุเขาให้เงียบแต่เขากลับตะโกนดังยิ่งขึ้น….ทำใจดีๆไว้ลุกขึ้น…คนตาบอดสลัดเสื้อคลุม ทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า” (มก.10:48-50)

ขอให้พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้อ่านได้ฟังในวันนี้ ช่วยเราให้มีความกล้าหาญ ที่จะพิจารณาไตร่ตรองชีวิตของเราอย่างจริงจัง ยอมรับความอ่อนแออันเป็นความเป็นจริงแห่งชีวิต เปิดตามองแสงสว่างแห่งธรรม วอนขอพระเมตตาจากพระเจ้า     และยินดีสละวิถีชีวิตแบบเดิมๆที่เต็มไปด้วยความเลวร้าย อบายมุข ความผิดหลง เพื่อเราจะได้มีชีวิตใหม่ในความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติที่งดงาม เพราะตาแห่งจิตวิญญาณของเรามองเห็นแล้                                                                                    

 พระเจ้าสถิตกับท่าน    

พ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์                                                                       

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   ประกาศ     

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ตั้งแต่วันที่ 1 -31 ตุลาคม 2018 ขอเชิญทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด รับแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ สิ้นเดือนตุลาคมแล้วนำมาส่งคืนที่วัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่  ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป  ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  3. วันพุธที่ 31 ต.ค. 2018 มีสวดสายประคำที่บ้านพ่อเวลา 18.30 น. พ่อเป็นเจ้าภาพในการสวด ขอเชิญพี่น้องมาร่วมสวดสายประคำร่วมกัน
  4. วันศุกร์ที่ 2 พ.ย. 2018 เป็นวันศุกร์ต้นเดือนและเป็นวันที่พระศาสนจักรคิดถึงผู้ล่วงลับเป็นพิเศษ พ่อชูศักดิ์ทำมิสซา 7.15 น. พ่อจะทำมิสซา 9.00 น. และมิสซา Requiem ระลึกถึงผู้ล่วงลับและคุณพ่อมาร์แซล แปร์เรย์เป็นพิเศษขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซา เวลา 19.00 น.
  5. วันเสาร์ที่ 3 พ.ย. 2018 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด  ขอเชิญผู้สูงอายุ และสัตบุรุษทุกท่านมาสวดภาวนาและร่วมมิสซาด้วยกัน วันเสาร์นี้จะมีพิธีโปรดศีลเจิมคนไข้ให้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และทุกท่านที่ปรารถนาจะรับศีลเจิมคนไข้
  6. วันอาทิตย์ที่ 4 พ.ย. 2018 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน  มีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่างหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ และให้นำมาส่งล่วงหน้าด้วย
  7. วันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย. 2018 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน

'งดแสดงความคิดเห็น'.