ฉบับที่ 15006 วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2015

บอกเล่าให้ฟัง

เราหว่านอะไรก็เก็บเกี่ยวสิ่งนั้นนี่เป็นสัจธรรมความจริงของชีวิตอย่างหนึ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาไตร่ตรอง อันที่จริงสัจธรรมความจริงเรื่องนี้ก็ถูกถ่ายทอดเป็นคำพูดหลายๆรูปแบบอยู่เหมือนกัน อาทิ You are what you eat. ลูกไม้ตกไม่ไกลต้น ฯลฯ ที่พ่อนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพราะว่าหลายๆครั้งที่มีเรื่องราวต่างๆนาๆเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่พึงประสงค์ก็ดีไปแต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เมื่อไรเรามักจะโทษโน้นโทษนี่ และที่สุดก็จะไปลงที่พระเป็นเจ้าว่าทำไมพระองค์ทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ จะมีสักกี่คนที่หันไปทบทวนถึงการกระทำของตนเองหรือการกระทำของมนุษย์ ว่าเราทำอะไรลงไปเราใช้อิสรภาพที่พระเป็นเจ้าประทานให้ถูกต้องหรือไม่ พระเป็นเจ้าทรงสร้างเรามาพร้อมกับประทานอิสรภาพให้และพระองค์ทรงเคารพอิสรภาพนั้น มนุษย์จะทำชั่วก็มาจากการตัดสินใจของตนเอง มนุษย์จะไปสวรรค์ทำความดีเขาก็เลือกที่จะทำด้วยตนเอง

พระเยซูคริสตเจ้าจึงเตือนเราอยู่เสมอว่า “จงกลับใจและใช้โทษบาป” แม่พระก็เตือนเราแบบนี้เช่นเดียวกัน ในการประจักษ์มาทุกครั้งของพระนาง พระนางจะเตือนให้เรา “สวดภาวนาให้มนุษยชาติกลับใจและใช้โทษบาป” เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโลกและตัวเราก็มาจากการกระทำของเรามนุษย์ทั้งสิ้น จะโดยจงใจหรือไม่ ทางตรงหรือทางอ้อม หรืออาจจะมาจากความโลภเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก็เป็นไปได้ You are what you eat. เรากินอะไรสุขภาพของเราก็ปรากฏผลอย่างนั้น ดังนั้นเวลาเราป่วยเราคงต้องไปทบทวนดูการกินการดื่มการหายใจของเราว่า เรารับเอาอะไรเข้าไปในร่างกายบ้าง ลูกไม้ตกไม่ไกลต้นเวลาเราเห็นพฤติกรรมของลูกๆของเราที่พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์ ก็ต้องย้อนกลับไปดูพ่อแม่หรือคนที่ดูแลอบรมพวกเขาว่ามีพฤติกรรมอย่างไร มีนิสัยอย่างไร ถึงแม้จะไม่ได้มาจากส่วนนี้ทั้งหมดแต่ก็เป็นส่วนใหญ่ นี่แหละคือที่มาของประโยคที่ว่า “เราหว่านอะไรก็เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น”พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเรื่องการหว่านอยู่หลายครั้ง มีการหว่านเมล็ดข้าวพันธุ์ดี มีการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวละมาน และเมล็ดพันธุ์ก็ไปตกลงบนพื้นดินชนิดต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเกิดดอกออกผลทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามมีเมล็ดพันธุ์บางส่วนตกลงบนพื้นดินดี มันเกิดดอกออกผลมากมายแม้ผลจะไม่เท่ากันก็ตาม เราทุกๆคนจึงต้องพยายามเป็นผู้ที่หว่านเมล็ดพันธุ์ดีและต้องหว่านอยู่เสมออย่าท้อใจถึงแม้ว่าวันนี้ยังไม่เห็นผล เหมือนกับผู้หว่านคนนั้นที่หว่านเมล็ดข้าวแล้วเขาก็รอคอย เฝ้าระวังดูแล แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่ามีต้นข้าวงอกขึ้นมากมาย เขารำพึงว่า “เขาไม่ทราบว่ามันงอกขึ้นได้อย่างแต่พื้นดินมีพลัง” เขาสำนึกด้วยสุภาพว่าผลงานไม่ใช่ของเขาแต่เป็นของพระเป็นเจ้าผู้ทรงประอยู่ท่ามกลางเราและคอยช่วยเหลือเราอยู่เสมอ

จากพ่อคนเดิม

การมีส่วนร่วมในพันธกิจการกอบกู้มนุษยชาติ

ความทุกข์ทรมาน ความยากลำบาก ความเจ็บป่วย และความตายที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์ จนกระทั่งถูกพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของสภาพความเป็นมนุษย์ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในพระคัมภีร์บ่อยๆ เพราะเป็นปัญหาที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต้องเผชิญและพยายามหาคำตอบ ทำไมมนุษย์ต้องเผชิญกับสภาพแบบนี้ ความทุกข์ทรมาน ความยากสำบาก ความเจ็บป่วย และความตายมาจากไหน ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์ พระคัมภีร์ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ว่า “เป็นผลที่เกิดมาจากบาปที่มนุษย์ได้กระทำ” นอกจากจะพยายามให้คำตอบกับปัญหาเหล่านี้แล้วพระคัมภีร์ยังให้ความหวังแก่มนุษย์ด้วย แม้ว่าความเข้าใจหลายๆเรื่องของคนที่พยายามหาคำตอบในอดีตยังไม่ชัดเจนก็ตาม อาทิ ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย แต่อย่างไรก็ตามคำตอบให้กับชีวิตมนุษย์ และความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ก็คอยๆพัฒนามีความชัดเจนมากขึ้น จนในที่สุดมาถึงความสมบูรณ์แบบในองค์พระเยซูคริสตเจ้า

พระวาจาของพระเจ้าจากพระวรสารทั้ง 4 ฉบับยืนยันว่า “พระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดพ้นจากการเป็นทาสของบาปและความตาย” โดยพรรณนาถึงกิจการของพระองค์ที่ทรงรักคนเจ็บป่วย คนพิการ และคนที่ถูกปีศาจสิง “พระองค์ทรงรักษาหลายคนที่เป็นโรคต่างๆให้หาย ทรงขับไล่ปีศาจออกไป”(มก.1:34) การยืนยันโดยอาศัยกิจการต่างๆเหล่านี้ได้ เพราะตามความเชื่อความเข้าใจของชาวยิว ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บป่วย ความพิการ และการถูกปีศาจสิง เป็นผลของบาปความชั่วร้ายทั้งสิ่ง ดังนั้นภารกิจการรักษาคนเจ็บป่วย คนพิการ และไล่ปิศาจออกจากคนที่ถูกสิง จึงเป็นเครื่องหมายแห่งยุคพระผู้กอบกู้ พระเจ้าทรงกอบกู้มนุษย์ให้พ้นจากอำนาจของความชั่วร้าย บาป และความตายที่ครอบงำมนุษย์อยู่ เวลานี้จึงเป็นเวลาของการรอดพ้นจากอำนาจของซาตาน และเป็นเวลาของการปกครองของพระเจ้าในโลก แสดงว่าพระอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงแล้ว

เมื่อเราพิจารณาข้อสังเกตจากพระคัมภีร์จะพบว่า พระคัมภีร์ยืนยันความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสตเจ้า “ทรงขับไล่ปีศาจออกไป แต่ไม่ทรงอนุญาตให้มันพูด เพราะมันรู้จักพระองค์”(มก.1:34) ที่พระองค์ไม่ยอมให้ปีศาจพูดเพราะ พระองค์ทราบว่าปีศาจมันรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้ามีอำนาจเหนือมัน ในเมื่อพระองค์เป็นพระเจ้าพระองค์จึงมีฤทธิ์อำนาจสามารถปฏิบัติภารกิจต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงด้วยตัวพระองค์เอง แต่ทำไมพระองค์จึงทรงเลือกและเรียกอัครสาวก (มก.1:16-20) อีกทั้งต้องการความร่วมจากประชาชน “มารดาของภรรยาซีมอนกำลังนอนป่วย……เขาจึงมาทูลพระองค์ให้ทรงทราบ……..มีผู้นำคนป่วยและคนถูกปีศาจสิงมาเฝ้าพระองค์”(มก.1:30-33) ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเจ้าทรงให้เกียรติมนุษย์ ทรงประสงค์ให้มนุษย์มีส่วนร่วมในพันธกิจการกอบกู้มนุษยชาติของพระองค์ พระวาจาของพระเจ้าจึงเตือนใจเราให้มีความเชื่อ มีความหวังในพระเจ้าจะได้สามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างไม่ท้อแท้ใจ และสามารถมีส่วนร่วมในพันธกิจการกอบกู้มนุษย์ โดยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษยชาติประกาศข่าวดีแห่งความหวัง ให้ทุกคนทราบว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์ และทรงกอบกู้มนุษย์ให้รอดพ้นจากอำนาจของบาปและความตายแล้ว

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา และผู้ที่สนใจจะมาช่วยมิสซา รวมทั้งผู้ที่สนใจมาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยหลังมิสซาเวลา 10.30 น. เพื่ออ่านพระคัมภีร์ร่วมกันและซ้อมการช่วยมิสซา
  2. วันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2015 ขอให้ผู้อ่านบทอ่านและผู้ที่ปรารถนาจะอ่านบทอ่าน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. ขอให้พี่น้องนำใบลานมาส่งคืนที่วัด เพื่อทางวัดจะได้นำไปทำเถ้าเพื่อใช้ในวันพุธรับเถ้า
  4. วันพุธที่ 18 ก.พ. 2015 เป็นวันพุธรับเถ้าเริ่มเทศกาลมหาพรต ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาเสกและโปรยเถ้า มิสซาเวลา 19.00 น.
  5. วันพฤหัสฯที่ 19 ก.พ. 2015 เป็นวันตรุษจีน จะมีมิสซาอวยพรในโอกาสปีใหม่ของชาวจีน ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซารับพรตรุษจีน มิสซาเวลา 9.00 น.

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ 08-02-2015

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.